วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ซื้อประกันชีวิตแล้วส่งต่อไม่ไหว ไปไม่รอด ทำยังไงดี ?

คุณ หรือ คนรู้จักของคุณเคยมีใครประสบปัญหาเหล่านี้ไหมค่ะ ???
จากประสบการณ์ การทำงานที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ ที่ไม่ไปไม่รอด มักจะมีปัญหาทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปนิสัยส่วนตัวเกี่ยวกับการใช้เงิน   เช่นว่า ใช้เงินก่อนเก็บ เก็บเงินไม่อยู่ ใช้เงินเกินงบ มีหนี้สิน
อีรุงตุงนัง หรือ อีกหลาย ๆ ปัญหา ที่ล้วนเกิดจากความบกพร่องในการบริหารเงิน  รวมทั้งเรื่องปัญหาทางธุรกิจ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบการเก็บเงินระยะยาวของผู้ออมทั้งสิ้น

วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ มาบอกค่ะ เผื่อจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้ผู้ที่ประสบปัญหามีทางออก :-
1.   การขยายระยะเวลากรมธรรม์  -  หมายถึง กรมธรรม์ที่หยุดชำระเบี้ย แต่ยังได้รับความคุ้มครองทุนประกันชีวิตเท่าเดิม หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้เอาประกันตามระยะเวลาที่กรมธรรม์ฉบับนั้น ๆ ได้ขยายออกไป แม้ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันแล้วก็ตาม แต่ถ้ากรมธรรม์เป็นแบบสะสมทรัพย์บางแบบก็จะได้รับเงินคืนตอนครบกำหนดสัญญาด้วยค่ะ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ลูกค้าส่ง)

2.   การใช้เงินสำเร็จ หมายถึง กรมธรรม์ที่หยุดชำระเบี้ย แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองทุนประกันชีวิต แต่ทุนประกันจะลดลงค่ะ  ถ้าเป็นกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์บางแบบ อาจยังคงมีเงินคืนตามเงื่อนไข ระหว่างทางได้ แต่ตามเปอร์เซ็นต์ของทุนประกันที่ลดลงนะค่ะ

3.   การกู้กรมธรรม์ หมายถึง ขอกู้กรมธรรม์ของตัวเองมาก่อน โดยไม่ต้องมีหลักฐานทางการเงินใด ๆ เพียงแต่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณเองที่มีผลบังคับ ก็สามารถกู้เงินมาใช้ก่อนได้   แต่ทั้งนี้การกู้เงินในกรมธรรม์จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ จำนวนปีในการส่ง , แบบประกัน,  ถ้าเป็นแบบสะสมทรัพย์ จะได้เงินมากกว่าแบบตลอดชีพ โดยส่วนใหญ่จะกู้ได้ประมาณ 70-80% ของมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ค่ะ

4.   การขอลดทุนประกัน หรือ การขอตัดอนุสัญญาบางตัว เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าชดเชยรายได้,ความคุ้มครองเพิ่มเติมเนื่องจากโรคร้ายแรง เป็นต้นค่ะ ก็ช่วยให้ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายลดลง แต่แบบนี้ ความคุ้มครองที่เราตัดออกก็ลดลง หรือ ไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนที่ยกเลิก แต่ยังคงมีสัญญาหลักของประกันชีวิตอยู่ค่ะ คือถ้าเราเป็นอะไรไป อย่างน้อยก็มีทุนประกันชีวิตให้กับคนข้างหลังค่ะ

5.   การขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ย โดยปกติการชำระเบี้ยประกันส่วนใหญ่จะเป็นแบบรายปี   แต่ถ้าไม่ไหว เราสามารถขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ย เป็น ราย 3 เดือน, ราย 6 เดือน หรือ รายเดือน ก็ได้ค่ะ

6.   การเวนคืนกรมธรรม์ หรือ ปิดกรมธรรม์ วิธีนี้ขอแนะนำว่าให้เป็นทางเลือกสุดท้ายนะคะ เพราะการเวนคืนกรมธรรม์ ส่วนมากแล้วจะได้เงินไม่คุ้มกับที่เราส่งไปหรอกค่ะ  ก็คือการปิดกรมธรรม์นั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็พอจะเป็นทางออกคร่าว ๆ ให้กับผู้ประสบปัญหาได้ไม่มากก็น้อยนะคะ แต่ยังไรก็แล้วแต่ ผู้เขียนแนะนำว่าอันดับแรก เราควรปรึกษาตัวแทนของเราดูค่ะว่า กรมธรรม์ของเรา เหมาะที่เลือกใช้ข้อไหนที่จะให้ผลประโยชน์เรามากที่สุดค่ะ ... ทุกปัญหามีทางออกนะคะ..

ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คน เก็บเงินได้ถึงฝั่งฝันนะค่ะ..โชคดีทุกคนคะ..

สิริน ชานุเดชอดิศร
16 กรกฏาคม 2554

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จะซื้อประกันชีวิตกับใครดีละ ??

จะซื้อประกันชีวิตกับใครดีละ ??

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหา ประกันชีวิต  
ก่อนที่จะเลือกซื้อกับใครลองถามใจตัวเองสักนิด... ลองตอบคำถามด้านล่างนี้ก่อนตัดสินใจนะคะ

จะทำกับบริษัท ฯ ไหนดี ??
ขอแนะนำเลยนะคะว่า ทุกบริษัท ฯ มีจุดเด่น จุดด้อย ต่างกันค่ะ ก่อนจะทำควรหาข้อมูลก่อนก็ดีนะคะ  เช่น... ความมั่นคงทางการเงิน..ภาพพจน์บริษัท ฯ ...การบริหารงาน...ความน่าเชื่อถือ..ผลประกอบการของบริษัท ฯ ...การเป็นที่ยอมรับ..ศักยภาพของบุคลากร เป็นต้นค่ะ

สินค้าที่นำเสนอ ตรงใจเราหรือเปล่า  ??
ข้อนี้เราต้องตอบคำถามตัวเองก่อน ว่าเราต้องการอะไรจากประกันชีวิต..ยกตัวอย่างเช่น
·       อยากทำเพื่อเป็นมรดกให้ลูก-หลาน (พินัยกรรมผ่อนส่ง)  แบบนี้ เหมาะสำหรับคนเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ หัวหน้าครอบครัว มีภาระมากต้องดูแลคนในครอบครัว หรือ จะพูดง่าย ๆ ก็คือ พวกที่เป็นหัวแรงหลักของครอบครัว
·       อยากทำเพื่อตัวเอง เป็นเงินเก็บยามเกษียณอายุ เพราะคนบางคน หาเงินมาชั่วชีวิต แต่ไม่มีเหลือ เพราะเก็บเงินไม่อยู่ ฝากธนาคารทีไรก็ต้องถอนมาใช้ทุกที
·       ต้องการเรื่องค่ารักษาพยาบาล ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องเป็นภาระของคนข้างหลัง จริง ๆ แล้วแบบนี้เหมาะกับทุกคนแหละค่ะ  แต่อยู่ที่ว่าลูกค้าจะมองเห็นความสำคัญมากแค่ไหน เพราะบางคนคิดว่า เราสุขภาพแข็งแรง ไม่เห็นต้องทำเลย เสียเงินเปล่า !!  คุณทราบไหมค่ะว่า ประกันชีวิตเป็นสินค้าที่แม้คุณอยากซื้อ บางครั้งก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะนั่นหมายถึง ถ้าคุณสุขภาพไม่ดี หรือ เคยมีประวัตการเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อน บริษัท ฯ ประกันส่วนใหญ่ ก็จะไม่ค่อยรับ ถ้ารับอาจจะโดนเพิ่มเบี้ย หรือ ยกเว้นความคุ้มครอง เป็นต้น

จะทำกับตัวแทนคนไหนดีนะ ??
ข้อนี้สำคัญมากค่ะ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของการทำประกันชีวิตเกิดขึ้นที่ ตัวแทน บางครั้งบริษัท ฯ น่าเชื่อถือ สินค้าก็โดนใจ แต่ตัวแทนกลับไม่บริการ ไม่ให้คำปรึกษายามที่เกิดปัญหา  โดยเฉพาะซื้อ  ประกันสุขภาพ  จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีตัวแทนดูแลบริการ เพราะบางครั้ง บางโรค ก็ต้องมีคำแนะนำให้ลูกค้าในการเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล
ตลอดจนถึงการทำเรื่องเคลมประกันต่าง ๆ ด้วยค่ะ  หรือแม้กระทั่งการซื้อแค่เงินออม คุณลูกค้าอาจเห็นว่าไม่สำคัญในการมีตัวแทน เดี๋ยวนี้ ซื้อกับธนาคารที่ไหนก็ได้ มีทุกที่
แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ  เพราะบางครั้ง สำหรับลูกค้าบางท่านก็ไม่สามารถออมเงินได้จนถึงฝั่งฝัน บางครั้งก็ต้องสะดุด มีปัญหาทางการเงินบ้าง  ถ้าเราได้ตัวแทนมืออาชีพ ก็สามารถจะแนะนำเราได้ว่า เราควรจะปรับปรุงกรมธรรม์อย่างไร เช่น ขอเวนคืน การใช้เงินสำเร็จ การขยายเวลา การปรับเปลี่ยนงวดการชำระ การลดทุน หรือ การขอกู้กรมธรรม์   เป็นต้น ค่ะ

แต่ขอเสริมอีกนิดนะคะ บางครั้งการเลือกตัวแทนก็ตัดสินใจยากเหมือนกัน ใช่ว่าบางครั้งเราทำกับคนที่รู้จักจะไม่มีปัญหา  อันนี้ก็คงจะต้องใช้ สัมผัสที่หก ของแต่ละคน ว่าตัวแทนที่เราเลือก จะใช่ ตัวแทนในดวงใจ ของเราหรือไม่ ...




โหราศาสตร์ ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิต...???

โอวาทสี่ท่านเหลี่ยวฝาน

โหราศาสตร์

อันที่จริงค้นเรานั้นถ้าจิตใจไม่ว้าวุ่น  ทำใจให้สงบได้แล้วก็เกือบจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์  พ้นจากความเป็นปุถุชน  แต่คนธรรมดานั้น จิตใจอยากที่สงบระงับได้ การฟุ้งซ่านนี่เองที่ทำให้ คนเราถูกผูกมัดด้วยอำนาจพลังบวก และพลังลบของธรรมชาติ  ทำให้ไม่มีอิสระต้องขึ้นกับดวงชะตาราศี  และการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า

ที่โหราจารย์ทั้งหลายได้ทำสถิติกันไว้  โหราศาสตร์จึงมีขึ้นด้วยเหตุนี้  ก็มีแต่สามัญชนคนธรรมดาเท่านั้น  ที่จะถูกกำหนดได้ตามวิชาโหราศาสตร์  แต่คนที่ทำแต่ความดีมาก ๆ แล้ว ชาตาชีวิตจักทำอะไรได้  โหราศาสตร์นั้นหยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก  วิชาโหราศาสตร์จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้  เพราะคนดีนั้นถึงแม้ชาตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่างไร  แต่พลังแห่งกุศลธรรมนั้นใหญ่หลวงนัก  สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้  คนจนก็กลายเป็นคนรวยได้  คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้

ในทำนองเดียวกันคนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนัก  ชาตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน  แม้จะถูกลิขิตมาว่าจะได้ดีมีสุขอย่างใด  แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นใหญ่หลวงนัก  ย่อมสามารถเปลี่ยนความสุขเป็นความทุกข์ได้...

ขอขอบคุณ :  หนังสือ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน.
                       คุณเจือจันทน์  อัชพรรณ

มุมมองคนอ่าน :
ใครมีลูก มีหลาน อยากให้อ่านหนังสือเล่มนี้ !! เป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ควรหาอ่าน โอวาทที่พ่อสอนลูก  ให้ดำเนินชีวิตอยู่และมีความสุขได้ทั้งทางโลก และทางธรรม...

ก่อนหน้านี้ผู้อ่าน เป็นคนชอบดูดวงมาก แต่พออ่านบทความ ของท่านเหลียวฝาน แล้ว ไม่คิดอยากดูดวงอีกเลย !!

เพื่อนทุกข์ ของ เพื่อน ทุก ๆ คน...


เพื่อนทุกข์

กลัว
อย่ากลัวเลยว่าใคร จะรู้ว่าไม่บริสุทธิ์  ขอให้มีความบริสุทธิ์ใจมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีความสุข  สุขในปัจจุบันขณะ  มีปัจจุบันขณะที่ไม่ทำร้ายตัวเอง  ความหวาดระแวงในใจเรา  เป็นศัตรูในปัจจุบัน  เราไม่ควรจะทุกข์เพราะถูกกระทำในอดีต  แต่ต้องใช้มันเป็นบทเรียนที่จะระมัดระวังต่อไป

โกรธ
เวลาที่เราโกรธ  เราจะไปเพ่งโทษทำไมว่าใครทำให้เราโกรธ มันช้าไป  ขั้นตอนแรกคือ เราควรระงับความโกรธของเราเสียก่อน  เหมือนกับเรากลัวว่าไฟมันจะลามแล้วไหม้บ้านเราให้เสียหายหมดตัว  เราก็รีบดับไฟเสียก่อน ฉันใดก็ฉันนั้น  ความโกรธเปรียบเหมือนไฟ เรารู้ว่าเราโกรธที่ไรน่าเกลียดทุกที  เพราะฉะนั้นโกรธทีไร ไฟก็ไหม้บ้านเราทุกที เวลาเราโกรธเราไม่สามารถอยู่ท่ามกลางสังคมได้อย่างสง่างาม  ไม่มีใครยอมรับเราได้  ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ความร้อน

ขมขื่น
ถ้าเราเคยเจ็บปวด เพราะสังคมมีความอยุติธรรมต่อเรา   แล้วเราดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว  หวาดระแวง  ชีวิตของเราก็จะขาดความสุขในปัจจุบัน..จงหาความพอดีระหว่าง ความหวาดระแวง กับ ความไม่ประมาทให้พบ

ความเครียด
อย่าแก้ปัญหาในขณะที่จิตกำลังสับสน  ถ้าเผื่อเราแก้ปัญหาในขณะที่จิตเราสับสน  เราจะเพิ่มความสับสน  จิตที่สับสนจะเป็นจิตที่ด้อยคุณภาพในการที่จะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์  เราจะต้องทำความสับสนนั้นให้สงบสักระยะหนึ่งก่อน  แล้วเอาความสงบนั้นขึ้นมาพิจารณาแก้ไข  คนทุกคนมีปัญหา ไม่มีใครไม่มีปัญหา  อยู่ที่ว่าใครคนนั้นจะแก้ปัญหาอย่างไร

สูญเสีย
ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่  อย่าคิดที่จะรักษาอะไรไว้แล้วตายทั้งเป็น  จงรู้จักที่จะมีปัจจุบันขณะที่รู้เท่าทัน  อย่ามืดบอด  อย่ากังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร  อย่าโหยไห้ถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว..เคยมีแล้วไม่มี  แบบนี้ตายอยู่ในปัจจุบัน เอาอดีตมาทำร้ายปัจจุบัน  แล้วเอาปัจจุบันที่หวาดระแวงอยู่นี้ไปทำลายอนาคต .. มันเลยทุกข์

ที่มา  :  หนังสือ เพื่อนทุกข์  ของ คุณแม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต
           เสถียรธรรมสถาน ชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อศานติ

เคล็ดวิชาที่ใช้แก้ไข สำหรับท่านที่ดวงตก หรือ มีปัญหาเรื่อง "เงิน"


เคล็ดวิชาที่ใช้แก้ไขแบบเร่งด่วนสุด

สำหรับท่านที่ดวงตกและมีปัญหาเรื่อง เงินอย่างหนักนั้น นอกจากที่แนะนำไปข้างต้นแล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมถ้าอยากจะให้ดีขึ้นแบบทันตาเห็น ให้ทำดังนี้
- ต้องสวดมนต์พระคาถาเงินล้านของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำอย่างน้อยวันละ 9 จบ ในทุกวันถ้าทำได้ว่างเมื่อไหร่ก็ให้สวดเมื่อนั้น ถ้าติดขัดการเงินแบบหนักหนาสาหัสสากรรจ์เจียนจะตายเสียให้ได้ให้ตั้งใจท่อง พระคาถาวันละ 108 จบ
สำคัญมากๆ ก็คือในเวลาที่ท่องนั้น ห้ามเอาจิตไปคิดถึงเรื่องเงินแบบให้ได้มาเร็ว ให้ถูกหวย ให้มีลาภใหญ่หรือความโลภอะไรก็ตามเพราะกรรมทางใจไม่ดีเหล่านี้จะไปหน่วง กรรมดีและสิ่งที่ควรได้ ต้องปล่อยใจให้สบายๆ คิดว่าเป็นการสวดเพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำก็พอ
- ต้องใส่บาตรทุกวันหรือหมั่นทำบุญทุกวันไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศบุญให้กับหลวงพ่อเงินไหลมาเทมา พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรที่อยู่ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หากมีโอกาสให้ไปไหว้ท่านที่วัดท่าซุงเลย ถ้าไม่มีเวลาให้ดูในรูปประกอบบทนี้
อุทิศบุญให้กับพรหมเทพเทวดาที่รักษาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดท่าซุงทั้งหมดและที่ดูแลรักษาหลวงพ่อเงินไหลมาเทมา อุทิศบุญเพื่อโมทนาพระคุณความดีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ครูผึ้ง ครูแจงและทุกท่านที่เอาพระคาถามาเผยแพร่ อุทิศบุญให้เทวดารักษาตัว เทวดาที่ดูแลบ้านเรือนและร้านค้า สถานที่ทำงาน
อุทิศบุญให้เจ้ากรรมเจ้ากรรมนายเวรแบบต้อง เฉพาะเจาะจง เรามีเรื่องใดที่ต้องเร่งแก้ไขด่วนให้กล่าวถึงเจ้ากรรมนายเวรแบบนั้นเลย เช่น โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ตกงานอยู่ในขณะนี้ หรือโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักในขณะนี้ หรือโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดปัญหาทางการค้าอย่างรุนแรงในขณะนี้ เป็นต้น
- รักษาศีล 5 เท่าชีวิตเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศีลข้อที่ 4 และศีลข้อที่ 5 ต้องถือสัจจะห้ามผิดคำพูดเป็นอันเด็ดขาด คำพูดนี้สำคัญมากแม้แต่มหาโจรยังถือข้อนี้เป็นอันดับแรกเลย และห้ามกินเหล้าเมายาทั้งสิ้น และเพราะถ้าผิดศีล 2 ข้อนี้แล้ว ถือเป็นกรรมตรงที่จะไปขัดขวางเรื่องดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตไม่ให้เกิดขึ้นเลย
- เมื่อสวดพระคาถาเสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้ 
ขอบุญบารมีแห่งพระคาถา หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ โปรดดลบันดาลให้….(ตามที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น และต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าเรื่องเงินก็เงิน จำนวนเท่าไรก็ต้องเท่านั้น เรื่องการค้าก็การค้า อย่าขอมั่วไปหมด เมื่อได้เรื่องใดเรื่องหนึ่งค่อยขอเรื่องต่อไปที่ต้องการ อีกทั้งห้ามบนบานติดสินบนเด็ดขาด)
เคล็ดวิชานี้ใช้ได้ผลมามากมายทั้งคนที่ตก งานหางานทำไม่ได้ คนที่เป็นหนี้สินที่แทบฆ่าตัวตาย คนที่สิ้นหวังในชีวิต รอดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องทำจริง อย่าทำเล่นหากท่านทำได้ทำครบถ้วนทุกประการที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำแล้ว  รับรองว่าทุกท่านจะได้รู้ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้วยตัวเองในเวลาไม่นานนัก 
พระคาถาเงินล้านของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
ก่อนสวดพระคาถาให้ตั้งจิตให้นิ่ง ท่องนะโมฯ 3 จบ
สัมปจิตฉามิ
นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เมมิเตพาหุหะติ                  
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา 
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปติจฉามิ
เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ
(***สวดทุกวันอย่างน้อย 9 จบถ้าดวงตกหนักมากหรือการเงินติดขัด การค้ามีปัญหา มีแต่เรื่องร้ายๆ ให้สวด 108 จบหรือมากได้ตามกำลังศรัทธา คาถาบทนี้กล่าวไว้ในบทแรกแล้ว แต่ขออนุญาตนำมาลงซ้ำ เพราะตรงกับการแก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะ)
การอธิฐานพิเศษเมื่อดวงตก (ได้รับเมตตาจากอาจารย์คนเมืองบัว)
จุดธูป 39 ดอก ที่โล่งแจ้งนอกชายคาบ้าน
ช่วงเวลาจุด 06.00 น. ถึง 12.00 น.
ตั้งนะโม ฯ 3 จบ ตั้งจิตให้นิ่งแล้วอธิษฐาน  ดังนี้
          “ ข้าพเจ้าชื่อ………………….นามสกุล…………………………..อายุ………..ปี (ถ้าเปลี่ยนชื่อให้กล่าวชื่อเดิม)
            ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกทั้ง เทวดาที่คุ้มครองและท่านท้าวพระยายมราช จงได้โปรดสงเคราะห์ ระงับกรรมที่เป็น อกุศล  ที่มาตัดรอนชีวิต อายุ การเงิน การงาน ความสุขในครอบครัวไว้ก่อน เพื่อที่จะให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสำเร็จประโยชน์ ในทุกสิ่ง เพื่อที่จะได้บำเพ็ญบารมี ทานศีลภาวนา ในการอันสมควร และขอให้บริวารอยู่ในปกครอง อุปสรรคในกิจการงานจงอย่ามีแก่ข้าพเจ้า

หากอ่านแล้วเข้าใจทั้งหมดแล้วได้ลงมือทำ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปถ้าทำครบถ้วนถูกต้อง ต่อให้ดวงตกมีปัญหาเรื่องเงินแค่ไหน เราก็แก้ไขได้ ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญหลั่งไหลเข้ามาแบบไม่ขาดสาย

ขอกราบขอบคุณ :  คุณธ.ธรรมรักษ์  (คัดมาจากบทความของคุณ ธ.ธรรมรักษ์)

สุขจากอิสรภาพ

สุขจากอิสรภาพ
จำได้ว่าในวันแรกที่ นั่งสมาธิ  ร่างกายเรามันแสดงอาการบังคับไม่ได้ให้เห็นอยู่ทุกขณะ ปวดขาที่สุดในชีวิต  วิทยากรบอกว่า  ทุกข์ตรงไหน  รู้ที่ตรงนั้น  ปวดตรงไหน  รู้ที่ตรงนั้น
สิ่งที่แรกที่เห็นก็ คือ พอเราเอาใจไปรับรู้อาการ ปวดตุ๊บ ๆ สักแต่ว่ารู้ปวด วินาทีนั้นมีบางอย่างบอกดิฉันว่า ความเจ็บปวดเป็นเพียงอาการตุ๊บ ๆ ต่างหาก  ใจก็อยู่ส่วนใจ ไม่ได้ปวดไปด้วย 
เป็นครั้งแรกที่รู้ เลยว่า  เมื่อไหร่ก็ตามที่สติเรามั่นคง ขนาดความทุกข์อยู่บนตัวเราแท้ ๆ ยังไม่สามารถทำให้ใจเราทุรนทุรายได้  ครั้งนั้นบอกตัวเองเลยว่า  ตั้งแต่นี้ไป  หนี้ก็ส่วนหนี้..ปัญหาก็ส่วนปัญหา..ใจก็ส่วนใจ..  ขณะที่รู้ตรงนั้น ใจมีความสุข  ...รู้สึกเหมือนคนได้รับอิสรถาพอย่างแท้จริง...
เมื่อก่อนดิฉันจะคิด ว่า เมื่อไหร่จะหมดหนี้ เราจะได้มีความสุขเสียที แต่วันนี้ได้รู้แล้วว่า ..ไม่ต้องรอให้หมดหนึ้ ใจเราก็สามารถเป็นปกติสุขได้ 
การแก้ปัญหาด้วยใจ ที่เป็นปกติ ย่อมดีการใจเร่าร้อนทุรนทุราย  ที่สำคัญปัญหาก็ไม่มีวันหมดไปจากชีวิต...ตราบใดที่เรายังเป็นมนุษย์ มีร่างกาย มีลมหายใจ แค่สองอย่างนี้ก็หาเรื่องปวดใจได้ โดยยังไม่นับเรื่องภายนอกเสียด้วยซ้ำ..
ขอขอบคุณ : หนังสือ "เข็มทิศชีวิต" คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง

“ทำไมต้องทำประกันชีวิต”


        เคยมีใครถามบ้างไหมว่าทำไมต้องทำประกันชีวิต ? 
จริง ๆ แล้ว ประกันชีวิตก็ไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรจะมี
ไว้สำรองสำหรับชีวิต  เพราะ...สิ่งที่มาถึง... รวดเร็วปานสายฟ้า...

ในการดำเนินชีวิตของคน ธรรมชาติสอนเราว่า  ชีวิตมันต้องดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่จะต้องเป็นไป  แต่ที่ผิดไปจากธรรมชาติ  ผิดไปจากขั้นตอนก็คือ  ความตายที่เข้ามาอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่มีใครคาดถึง...

ปัญหาไม่ได้อยู่กับคนที่จากไปกระทันหัน  แต่ปัญหาอันหนักอึ้ง...กลับเกิดขึ้นกับ...
คนที่อยู่ข้างหลัง...ประกันไม่ได้ช่วยให้คนพ้นจากความตายได้  แต่ประกันช่วยให้คนที่อยู่ข้างหลังมีเวลาพอ...ที่จะปรับตัวให้ทุกข์น้อยลงได้...

ท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้หรือยัง  ???
1.    ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ อย่างน้อย  15  ปี
2.    เงินออมประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน
3.    มรดกสำหรับครอบครัว  (สินทรัพย์,พินัยกรรม,ธุรกิจ,อื่น ๆ)
4.    เงินสำรองฉุกเฉิน
5.    ค่าเล่าเรียนสำหรับลูก ๆ ในอนาคต
6.    เงินลงทุนทางธุรกิจ
7.    ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองภาระหนี้สินที่อาจส่งผลกระทบต่อครอบครัว
8.    ประกันสุขภาพเพื่อคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย และ อุบัติเหตุ

** กรณีที่ท่านยังไม่ได้เตรียมมากกว่า 3 ข้อ ถือว่า เสี่ยง  **
ถ้าท่านเป็นบุคคลหนี่งที่คิดว่าประกันชีวิตมีความสำคัญส่วนหนึ่งใน ชีวิตของท่าน
ไม่ว่าท่าน จะมีประกัน หรือ ไม่มีก็ตาม  และ ถ้าท่านกำลังมองหา ...ตัวแทนมืออาชีพ...
ที่สามารถให้คำแนะนำ ปรึกษา และบริการ เรายินดีรับใช้ค่ะ
สนใจบริการ :  กรุณาติดต่อ :-
คุณสิริน  ช.
บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด
โทร.  081-668-4877   /  Email:  naphatsorn72@yahoo.com

** ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นการหาฐานตลาดลูกค้า โดยความสมัครใจ
กราบขออภัยหากเมล์ฉบับนี้รบกวนค่ะ  **





Animation Cartoon

Who am I ??? รู้จักตัวเองหรือเปล่าจ๊ะ ???


สำหรับใครบางคน  กว่าจะหาตัวเองได้เจอ ! มันดูเป็นเรื่องยากเย็นซะเหลือเกิน..  บางคนใช้เวลากว่าชั่วชีวิต ถึงจะได้เจอตัวตนของตัวเอง  แต่วันนี้ สำหรับ  ผู้เขียน  เจอแล้วค่ะ  ตอบได้เลยว่า เลือกงานที่ ใช่  และ งานที่ รัก  แล้วล่ะ

เป็นเวลากว่า 10 ปี แล้วค่ะ   ที่ผู้เขียนประกาศอิสระภาพจากงานประจำ มาเป็นคนทำอาชีพอิสระ  ตัวแทนประกันชีวิต  และก็มีอีก 2 อาชีพที่อยากทำ คือ  นักเขียนอิสระ  และ นักพูดอิสระ  และทุกออาชีพ ล้วนแต่ไม่มีพันธนาการที่ผูกมัดเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ และผลประโยชน์   ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เวลา , รายได้  , อิสระทางความคิด และ การตัดสินใจ และอีกหลาย ๆ อย่าง ที่เราบริหารและจัดสรรชีวิตตัวเองได้

แต่ก่อนอื่นที่เรา จะรู้ใจตัวเอง อันดับแรก เราต้องตอบคำถามให้ตัวเองก่อนว่า ...ต้องการอะไร ??  เช่น.............1.  รู้จักนิสัยส่วนตัว บุคคลิกภาพของเรา
เป็นคนแบบไหน ชอบความท้าทาย  กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง หรือ เป็นคนประเภท นิ่ง ๆ เฉย ๆ กล้า  ๆ กลัว ๆ
2.  ต้องรู้ว่า เราชอบอะไร เรารักอะไร เรามีความสุขเมื่อได้ทำอะไร หาสิ่งที่เรารัก และไปตามฝันให้เร็วที่สุด อย่ากลัวที่จะล้มเหลว อย่ากลัวที่จะพ่ายแพ้ อย่ากลัวว่าจะสู้คนอื่นไมได้
3.  อยากใช้ชีวิตแบบไหน อยากออกแบบชีวิตตัวเองยังไง อยากได้อะไรจากชีวิต และ อีกหลายสิ่ง ๆ ที่ถ่ายทอดความเป็นปัจเจกชนของเราได้  เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยคุณ ค้นหาคำตอบในงานที่คุณ เลือกที่ ใช่ และ รัก

ยกตัวอย่าง อย่างตัวผู้เขียนเอง รู้ตัวว่า เป็นคน ชอบงานท้าทาย ไม่อยู่กับที่ ชอบพบปะผู้คน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็ชอบธรรมชาติ ชอบต้นไม้ ชอบสันโดษ ชอบใช้ชีวิตแบบไม่ต้องมีแบบแผนอะไรมากมาย ไม่ต้องมีกฏกติกา หรือข้อบังคับ ชอบความอิสระเป็นที่สุด..!!

และเมื่อเรารู้จักเราแล้ว เราก็จะกำหนดทิศทางการทำงานของตัวเองได้ โดยไม่ฝืนใจ และธรรมชาติของตัวเองจนเกินไป อย่างเช่นอาชีพของผู้เขียน เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า อาชีพนักขาย ส่วนใหญ่ มันต้องมีเรื่องผลผลิต เป้าหมาย ผลประโยชน์ทางธุรกิจ คุณวุฒิต่าง ๆ ของบริษัท ฯ หรือ องค์กร ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เครียดตลอดเวลา

ตอนแรกยอมรับว่า สมัยที่เป็นตัวแทนไม่ใหม่ ๆ ยังไม่เข้าใจตัวเอง ก็โฟกัส ไปในเรื่องของ รายได้  เป็นหลัก  คิดว่าอาชีพนี้ คงได้ค่าคอมฯ เยอะดีนะ เราต้องหาลูกค้าให้ได้เยอะ ๆๆ จะได้รวยเร็ว ๆ  ก็มุ่งแต่ ขาย ๆๆๆๆๆ แต่ส่วนใหญ่จะเจอแต่คำปฏิเสธจากลูกค้า จนสุดท้ายก็ท้อ คิดอยากอออกจากอาชีพวันละ หลาย ๆ ครั้ง

แต่พอวันหนึ่ง เรากลับไปตั้งสติ หยุดคิด มีเวลาให้ตัวเองเราถึงพบทางสว่าง !! ว่าเราจะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จได้ อย่างแรก อย่าทำเพื่อตัวเอง อย่านึกผลประโยชน์ทางธุรกิจ อย่านึกถึงแต่จำนวนเงิน !! ให้นึกถึงผลประยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก ไม่สนว่าลูกค้าจะซื้อหรือไม่ ขอให้เราได้ทำหน้าที่ ได้บอกเล่าในสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับลูกค้า แล้วให้ลูกค้าตัดสินใจเอง คำตอบของลูกค้าถือเป็นที่สิ้นสุด ถ้าลูกค้าสนใจทำ เราก็ดูแลต่อ แต่ถ้าลูกค้าไม่ทำ เราก็ไม่พยายามยัดเยียด ถ้าเราคิดว่าเราได้ทำหน้าที่ที่สมบูรณ์แล้ว ไม่มีการตื้อ ไม่มีการอ้อนวอน ไม่มีการขอความเห็นใจ  เราก็แค่เดินจากไป..หาลูกค้ารายใหม่ด้วยการทำหน้าที่ของเราเหมือนเดิม ..แต่ไม่น่าเชื่อนะคะว่า วิธีนี้กลับทำให้ยอดขาย และ ผลผลิตของเราดีวัน ดีคืน และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น...

เคยอ่านหนังสือของท่านอาจารย์ ชาย  กิตติคุณาภรณ์ ของสำนักพิมพ์  เอฟ พี เอ็ม คอนซัลท์  เคยกล่าวไว้ว่า 
การบริหารงานที่ดีที่สุด คืองการบริหารงานที่เราไม่ต้องบริหารอะไรเลย  เพราะถ้าเรารู้จักตัวเรา รู้จักหน้าที่ รู้จักธรรมชาติของงานแล้ว  ทำทุกอย่างให้เป็นระบบ ตั้งแต่แรกแล้ว งาน  ก็จะบริหารตัวมันเองแทนเรา โดยที่เราไม่ต้องไปคอยเฝ้า ไม่ต้องไปควบคุม  ทำให้เรามีเวลาเหลือพอที่จะแบ่งปันให้กับ คนที่เรารัก ครอบครัว ตัวเอง และ สังคม ได้อีกค่ะ ถ้าเรารู้จักบริหารงานและเวลา

หัวอกนักขาย...


รู้จักกันก่อน..

มีคำกล่าวไว้ว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราสามารถเลือก ออกแบบการใช้ชีวิตของเราได้
ผู้เขียนเองไม่เคยคิดเลยว่า จะต้องมาเป็น คนขายประกัน เพราะโดยอุปนิสัยส่วนตัวแล้ว เป็นคนไม่ค่อยชอบพูด ไม่ค่อยชอบสังคม คนพลุกพล่าน ชอบสันโดษ ชอบความเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง และ เป็นพวกอารมณ์ศิลปินจัด ! แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ นักขาย ทั่วไป  เลยไม่คิดว่าตัวเองจะขายของได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขายประกัน

แต่ตัวตนอีกส่วนหนึ่งของผู้เขียน ก็เป็นคนชอบการท่องเที่ยว ไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบงานอิสระ ชอบความท้าทาย กล้าคิด กล้าลอง ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คน และคิดว่าตัวเองก็เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีคนหนึ่ง จะคุยเก่งก็เฉพาะกับคนที่รู้จัก และ เป็นกันเอง กับเพื่อนที่สนิท ๆ กัน. ไม่กี่คนเท่านั้น ..


จุดหักเห..

จุดที่ทำให้เปลี่ยนอาชีพมาเป็น คนขายประกัน เดิมทีเคยทำงานบริษัทฯ เหมือนพนักงานกินเงินเดือนทั่ว ๆ ไป แหล่ะค่ะ เคยทำงานบริษัทโฆษณา , และ บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อยู่ฝ่ายขายมาตลอด เพราะเป็นคนไม่ชอบอยู่กับที่ ทำงานนั่งโต๊ะไม่ได้ ใจมันจะขาดยังไงไม่รู้ พวกชีพจรรองเท้านะค่ะ..

พอแต่งงานมีครอบครัว และมีลูก เริ่มสัญชาติญาณของความเป็น แม่ รู้สึกว่า ทำงานมาทั้งชีวิต งานก็ดี เงินก็ดี แต่ไม่มีเงินเหลือเลยอ่ะ  ก็เลยคิดว่าอยากเก็บเงินให้ลูก แต่ไม่เคยเก็บได้สักที ฝากธนาคารทีไร พออยากได้นั่น นี่ ก็ถอนออกมาทุกที.. เลยหักดิบตัวเอง..ต้องหาวิธีฝากเงินแบบบังคับเราแล้วกัน และก็คิดถึงประกันชีวิต !!
ประกันชีวิตเล่มแรกของลูก..ที่เปลี่ยนชีวิตของแม่ ..

เป็นลูกค้าประกันชีวิต

สิ่งแรกที่ทำ คือ บอกเพื่อน ๆ ว่า อยากทำประกันชีวิต มีใครรู้จักตัวแทนบ้างไหม ?” เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งก็เลยแนะนำตัวแทนท่านหนึ่งมาให้รู้จัก (ซึ่งตอนนี้ก็คือหัวหน้าหน่วยคนปัจจุบันค่ะ) บอกพี่ตัวแทนไปว่า พี่หนูอยากเก็บเงิน มีปัญญาเดือนละเท่านี้ ทำแบบไหนดีค่ะ ?  พี่เค้าก็แนะนำแบบสะสมทรัพย์ให้บอกว่าเป็นแบบที่ดีที่สุดของโครงการเก็บเงินสำหรับลูกรัก..

เราก็เป็นลูกค้าชั้นดี ตัวแทนไม่ต้องสาธยายให้เมื่อยปาก ดูเอง อ่านแล้ว OK ผลประโยชน์ไม่ต้องมากมายอะไร
ต้องการบังคับตัวเองเรื่องการเก็บเงินอย่างเดียว เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ประกันชีวิตนะส่วนใหญ่มันเป็นสัญญาระยะยาว เงินอนาคต ไม่ต้องคิดจะถอนเอามาใช้หรอกนะ เพราะถอนไม่ได้ตามใจสั่ง..ไม่เหมือนมีบัญชีเงินฝาก และมี ATM บอกพี่เค้าว่า ตกลง เอาแบบนี้ เล่นเอา ตัวแทนงง ! เลย นาน ๆ จะเจอลูกค้าแบบนี้ซะที..

สู่ตัวแทน ขายประกันชีวิต

หลังจากเป็นลูกค้าประกันชีวิตสมใจแล้ว 2 สัปดาห์ถัดมา บริษัทฯ ที่ทำอยู่เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนผู้บริหาร ซึ่งตัวเองก็มาคิดว่า เราคงไม่เหมาะกับงานนี้ และเริ่มเบื่ออาชีพพนักงานกินเงินเดือนแล้ว ประกอบกับเราเองก็เพิ่งมีลูกคนที่สอง อยากมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น อยากทำงานอิสระ..เลยตัดสินใจออกทันที !! โดยไม่ได้ปรึกษาใคร..
แม้กระทั่งสามี ! (แต่ตอนหลังก็เข้าไปบอกเค้าดี ๆ ให้เหตุผลว่าอยากดูแลลูก) ตอนแรกเค้าก็น้อยใจนิดหน่อย และไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความดื้อรั้นของเรา เค้าก็เลยต้องตามใจ..
เลยเรียกพี่ตัวแทนคนที่แล้วเข้ามา สร้างความช็อก ! ให้กับพี่เค้าครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรก เป็นลูกค้าชั้นดีตัวแทนไม่ต้องพูดมาก ซื้อประกันเองโดยไม่ต้องรอให้ตัวแทนเอ่ยปาก..

บอกพี่เค้าไปว่า พี่ค่ะ หนูจะเป็นตัวแทนขายประกันค่ะ หนูลาออกแล้วค่ะ เห็นอาการของพี่เค้าตะลึงงัน !! อดคิดขำตัวเองไม่ได้  พี่เค้าบอกว่า หนูไม่เหมือนตัวแทนคนอื่นเลย.. ส่วนใหญ่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า กว่าจะมาเป็นตัวแทน  แล้วเค้าก็เล่าเรื่องของพี่เค้าให้ฟังว่า หนูรู้ไหม ก่อนพี่จะมาเป็นตัวแทนอ่ะ พี่นะมาทำเป็น Part time ก่อน ทำมาสักระยะหนึ่ง พอเก็บเงินเดือนล่วงหน้าได้แล้ว สัก 6 เดือน แล้วค่อยถึงตัดสินใจออกมาเป็น Full time” แต่หนู เล่นออกมาเลย.ไม่เตรียมเงินสำรองไว้เลย รู้ใช่ใหมว่าตัวแทน ไม่มีเงินเดือนนะ ..มีแต่ค่าคอมฯ จ๊ะ.
กล้ามากนะ ..หนูกล้ามาก..

อาชีพมหัศจรรย์ ???

เคยได้ยินวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับอาชีพนี้ว่าเป็น อาชีพมหัศจรรย์ตอนแรกก็ไม่เข้าใจหลอกว่ามัน มหัศจรรย์ตรงไหนนะ แต่พอทำและเข้าใจในอาชีพ ถึงรู้ว่า มัน มหัศจรรย์  ตรงที่ว่า..

  1. เป็นอาชีพที่สุดแสนจะอิสระ ตรงที่เราสามารถเลือกเวลาทำงานเองได้
...แต่มันก็อันตรายสำหรับใครบางคน ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเอง และจัดสรรเวลาทำงานของตัวเอง เพราะนั่นหมายถึง ถ้าเราไม่ขยัน ไม่รู้จักบริหารเวลา หายนะ..กำลังรออยู่ข้างหน้า

  1. เป็นอาชีพที่เราสามารถเลือก หรือ กำหนด รายได้ ของเราเองได้ โดยมีข้อแม้..ขึ้นอยู่ที่ ความขยัน และ ความสม่ำเสมอ 
...ข้อนี้แหละคน ส่วนใหญ่จะตกม้าตาย เพราะเที่ยวเพลิดเพลินอิสระเสรี จนบางครั้งลืมทำหน้าที่..ที่ควรทำ..

  1.   เป็นอาชีพที่สอนให้เรา เรียนรู้  ศิลปะแห่งการอดทน  มีคนกล่าวไว้ว่าอาชีพนี้ มันช่าง...

So Tuff        -  มันช่างเป็นงานที่หนักหนา สาหัส ..มันเป็นอะไรที่เจ็บปวด เวลาเจอลูกค้าที่ไม่เข้าใจในอาชีพ แต่ก็ว่าไม่ได้หรอกนะคะ เพราะลูกค้าเค้าไม่ได้ถูกฝึกมาให้เข้าใจในอาชีพนี้ แต่อย่างน้อยถ้าเป็นลูกค้าที่มีทัศนคติดี ก็ช่วยลดความเจ็บปวดของตัวแทนได้บ้าง..

So Difficult -  มันช่างเป็นงานที่อยากลำบาก..เมื่อครั้งยังเป็น ดักแด้ อยู่   (ตัวแทนใหม่)บางครั้งมันยากเหลือเกิน ที่จะไปตามหาลูกค้าในดวงใจ ลูกค้าอยู่แห่งหนใดนะ..บ่อยครั้ง โอดครวญกับตัวเอง  .. แต่พอเราเติบโตขึ้น มีปีกที่แข็งแรง มีชั่วโมงบินมากขึ้น ธรรมชาติของอาชีพ จะสอนวิธี หากิน ให้กับเรา  โดยให้เราเจ็บปวดน้อยลง..

            So Trouble  -  มันช่างเป็นงานที่ขมขื่น ..กลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง ถ้าบังเอิญลูกค้า ไม่น่ารัก  เริ่มจากทัศนคติที่ติดลบ, ไม่
                    ชอบประกัน, ไม่ชอบตัวแทน, หลอกลวง, ขี้โกง และอีกสารพัดคำบรรยาย ที่ล้วนทิ่มแทงหัวใจ...ให้ตัวแทนพร้อมจะตายจากอาชีพ  
                     ได้ทุกเมื่อ..แต่ก็อีกนั่นแหละค่ะ กับคำพูดที่กล่วไว้ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน  มันเป็นสัจธรรมที่แท้จริง  ถ้าเรา
                      ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นได้ ..วันนี้เราจะยืนอย่าง สง่า และ มั่นคง..

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้  ไม่ได้มีเจตนา ชักจูง หรือ โน้มน้าวให้ผู้อ่าน หันมาขายประกันกันหลอกนะคะ  เพราะอาชีพนี้ ถ้า..ไม่รักในงาน,ไม่รักบริษัทฯ, ไม่รักในอาชีพ, ไม่รักลูกค้า, ไม่รักการบริการ ก็ไม่แนะนำให้มาทำหรอกค่ะ เพราะถ้ามองถึงผลตอบแทน ตัวเงิน อย่างเดียว มันไปไม่รอดหรอกค่ะ เพราะเงิน ไม่สามารถซื้อความสุข และ สนองความต้องการในชีวิตของเราได้อย่างเดียว  ผู้เขียนคิดว่า งานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเรารักมัน รู้จุดยืนของตัวเอง ทำแล้วมีความสุข ใช้จิตนำทาง แล้วเราจะประสบความสำเร็จในที่สุด เงิน ก็จะตามมาหาเราเองค่ะ.. 

ขอให้เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจจริต ทุ่มเท ตั้งใจ ยึดหลักอิทธิบาทสี่  คือ

  1. ฉันทะ  (ความพอใจในงานที่เราทำ) ทำแล้วมีความสุขไหม พอใจไหม ตัวนี้แหล่ะ เป็นตัววัดค่า ความสุขที่แท้จริง
  2. วิริยะ  (ความพากเพียร พยามยาม ขยันในการทำงาน และ  ขวนขวายหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ และพัฒนางานของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น)
  3. จิตตะ  (ความเอาใจจดจ่อ ตั้งใจ มุ่งมั่น ในงานที่ทำให้สำเร็จ ลุล่วงโดยไม่วอกแวก ลังเล สงสัย)
  4. วิมังสา  (ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ในงานที่เราทำว่าดีพร้อม สมบูรณ์พร้อม แล้วหรือยัง)

โดยส่วนตัว ผู้เขียนเอง คิดว่า อาชีพทุกอาชีพสามารถเป็น อาชีพมหัศจรรย์ ได้ มันอยู่ที่ตัวเรา สร้างความสุขจากการทำงาน หาตัวเองให้เจอ    ทำในสิ่งที่รัก ทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่ถนัด  แต่ถ้าสำหรับใครบางคน ที่ยังไม่สามารถทำงานที่ใช่สำหรับตัวเองได้ ก็ต้องรอเวลา..เพราะบางครั้ง

งานเพื่อชูชีพ  คือ งานที่เราต้องทำเพื่อการเลี้ยงชีพ เช่น งานประจำที่ทำอยู่ แต่ยังไม่โดนใจ แต่ต้องทำไปก่อน เพราะได้เงินดี เงินเร็ว มั่นคง  เป็นต้น เพื่อรอเวลา สักวันหนึ่งที่เราพร้อม ทั้งฐานะทางการเงิน ความมั่นคง และ สถานภาพทางจิตใจ ที่เข้มแข็ง และกล้าพอ ที่จะเริ่มต้นทำ ..

งานเพื่อชูใจ  คือ งานที่เรา รัก  ใฝ่ฝัน อยากทำ ทั้งที่ถนัดและไม่ถนัด และไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงิน แต่ทำด้วยใจรัก  แล้วสักวันหนึ่ง เทพเจ้าแห่งเงินตราจะตามคุณมา แต่ต้องใช้เวลาในการรอคอย.  อยู่ที่คุณมีความกล้า และมีความอดทนในการรอคอยมันไหมล่ะ ???

(ที่มา : “งานเพื่อชูชีพ  และ งานเพื่อชูใจ  อ่านมาจากบทความของ คุณ เอม / โหรา ฯ ไม่คาใจ  ในนิตยสารธรรมะออนไลน์ ขอขอบคุณค่ะ..)

ตามหาลูกค้าในดวงใจ


ความในใจ

คุยกันก่อน

เว็บไซด์นี้ จัดทำขึ้นเพื่อ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ในงานที่ผู้เขียนทำ  และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงการให้คำแนะนำปรึกษาสำหรับลูกค้า หรือ บุคคลทั่วไป ที่อยากสอบถามเกี่ยวกับเรื่องประกันชีวิต  และมีปัญหาเรื่องการเคลม การบริการ ในงานประกันชีวิต  ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนา    ยัดเยียด เร่งรัด  ชักจูง หรือ โน้มน้าว เพื่อจะขายประกัน จนเป็นการสร้างความอึดอัด และ ลำบากใจให้กับคุณลูกค้า

และเป็น จุดเริ่มต้นของโครงการ ตามหาลูกค้าในดวงใจ  เพื่อ สืบ เสาะ ค้นหา ลูกค้าที่เป็นกัลยาณมิตร ที่มีความต้องการ และ สนใจ อยากจะทำประกันชีวิต ด้วยความสมัครใจจริง ๆ  ทางผู้เขียนเองมิได้มีเจตนาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคุณลูกค้า และ สัญญาว่า จะไม่พยายามที่จะ เสนอขาย หรือ  ขาย  ให้กับลูกค้าที่ไม่สนใจและมีทัศนคติเป็นลบ  โดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษา กำลังใจ ของผู้เขียนเอง  และเป็นการ ถนอมหัวใจ ดวงนี้ ให้เข็มแข็ง มีแรง และกำลัง ดูแล ลูกค้าที่ดี ๆ ต่อไป

และ อีกส่วนหนึ่ง มีเจตนาอยากทำหน้าที่ เป็นสื่อกลาง ตอบแทนคุณพระพุทธศาสนา ในการเผยแพร่      ธรรมมะให้กับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ตามภูมิรู้ ภูมิธรรม และสติปัญญาของผู้เขียนพีงมี มิได้มีเจตนาอวดอุตตริ ถือว่าเป็นการเล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางธรรม  ปรับทุกข์กัน ให้กำลังใจกัน ในฐานะ            เพื่อนร่วมโลก

และ ผู้เขียนต้องขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ ..
ขอกราบอภิวาท องค์พระศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ทั้งหลาย,  ครูบา อาจารย์ ทั้งหลาย,หลวงปู่-หลวงพ่อ ที่นับถือ และ กราบขอบพระคุณ  บิดา-มารดา, ผู้มีพระคุณทุกท่าน,ลูกค้าทุกคน,เพื่อนสนิท มิตรสหายและ กัลยาณมิตรทั้งหลาย ตลอดจนผู้ร่วมงาน และทีมงานทุกคน

และสุดท้ายขอกราบขอบพระคุณ แผ่นดินสยามประเทศนี้ และ บูรพกษัตริย์ตราธิราชเจ้าทุก ๆ พระองค์ ตั้งแต่สร้างชาติไทยเป็นต้นมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน..

ผู้เขียนต้องกราบขออภัยล่วงหน้า หากมีความผิดผลาดประการใดเกิดขึ้นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ ด้อยภูมิปัญญาของผู้เขียน  ผู้เขียนยินดีรับคำแนะนำ ติ-ชม และ ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมกัน นะคะ..