วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หัวอกนักขาย...


รู้จักกันก่อน..

มีคำกล่าวไว้ว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราสามารถเลือก ออกแบบการใช้ชีวิตของเราได้
ผู้เขียนเองไม่เคยคิดเลยว่า จะต้องมาเป็น คนขายประกัน เพราะโดยอุปนิสัยส่วนตัวแล้ว เป็นคนไม่ค่อยชอบพูด ไม่ค่อยชอบสังคม คนพลุกพล่าน ชอบสันโดษ ชอบความเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง และ เป็นพวกอารมณ์ศิลปินจัด ! แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ นักขาย ทั่วไป  เลยไม่คิดว่าตัวเองจะขายของได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขายประกัน

แต่ตัวตนอีกส่วนหนึ่งของผู้เขียน ก็เป็นคนชอบการท่องเที่ยว ไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบงานอิสระ ชอบความท้าทาย กล้าคิด กล้าลอง ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คน และคิดว่าตัวเองก็เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีคนหนึ่ง จะคุยเก่งก็เฉพาะกับคนที่รู้จัก และ เป็นกันเอง กับเพื่อนที่สนิท ๆ กัน. ไม่กี่คนเท่านั้น ..


จุดหักเห..

จุดที่ทำให้เปลี่ยนอาชีพมาเป็น คนขายประกัน เดิมทีเคยทำงานบริษัทฯ เหมือนพนักงานกินเงินเดือนทั่ว ๆ ไป แหล่ะค่ะ เคยทำงานบริษัทโฆษณา , และ บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อยู่ฝ่ายขายมาตลอด เพราะเป็นคนไม่ชอบอยู่กับที่ ทำงานนั่งโต๊ะไม่ได้ ใจมันจะขาดยังไงไม่รู้ พวกชีพจรรองเท้านะค่ะ..

พอแต่งงานมีครอบครัว และมีลูก เริ่มสัญชาติญาณของความเป็น แม่ รู้สึกว่า ทำงานมาทั้งชีวิต งานก็ดี เงินก็ดี แต่ไม่มีเงินเหลือเลยอ่ะ  ก็เลยคิดว่าอยากเก็บเงินให้ลูก แต่ไม่เคยเก็บได้สักที ฝากธนาคารทีไร พออยากได้นั่น นี่ ก็ถอนออกมาทุกที.. เลยหักดิบตัวเอง..ต้องหาวิธีฝากเงินแบบบังคับเราแล้วกัน และก็คิดถึงประกันชีวิต !!
ประกันชีวิตเล่มแรกของลูก..ที่เปลี่ยนชีวิตของแม่ ..

เป็นลูกค้าประกันชีวิต

สิ่งแรกที่ทำ คือ บอกเพื่อน ๆ ว่า อยากทำประกันชีวิต มีใครรู้จักตัวแทนบ้างไหม ?” เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งก็เลยแนะนำตัวแทนท่านหนึ่งมาให้รู้จัก (ซึ่งตอนนี้ก็คือหัวหน้าหน่วยคนปัจจุบันค่ะ) บอกพี่ตัวแทนไปว่า พี่หนูอยากเก็บเงิน มีปัญญาเดือนละเท่านี้ ทำแบบไหนดีค่ะ ?  พี่เค้าก็แนะนำแบบสะสมทรัพย์ให้บอกว่าเป็นแบบที่ดีที่สุดของโครงการเก็บเงินสำหรับลูกรัก..

เราก็เป็นลูกค้าชั้นดี ตัวแทนไม่ต้องสาธยายให้เมื่อยปาก ดูเอง อ่านแล้ว OK ผลประโยชน์ไม่ต้องมากมายอะไร
ต้องการบังคับตัวเองเรื่องการเก็บเงินอย่างเดียว เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ประกันชีวิตนะส่วนใหญ่มันเป็นสัญญาระยะยาว เงินอนาคต ไม่ต้องคิดจะถอนเอามาใช้หรอกนะ เพราะถอนไม่ได้ตามใจสั่ง..ไม่เหมือนมีบัญชีเงินฝาก และมี ATM บอกพี่เค้าว่า ตกลง เอาแบบนี้ เล่นเอา ตัวแทนงง ! เลย นาน ๆ จะเจอลูกค้าแบบนี้ซะที..

สู่ตัวแทน ขายประกันชีวิต

หลังจากเป็นลูกค้าประกันชีวิตสมใจแล้ว 2 สัปดาห์ถัดมา บริษัทฯ ที่ทำอยู่เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนผู้บริหาร ซึ่งตัวเองก็มาคิดว่า เราคงไม่เหมาะกับงานนี้ และเริ่มเบื่ออาชีพพนักงานกินเงินเดือนแล้ว ประกอบกับเราเองก็เพิ่งมีลูกคนที่สอง อยากมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น อยากทำงานอิสระ..เลยตัดสินใจออกทันที !! โดยไม่ได้ปรึกษาใคร..
แม้กระทั่งสามี ! (แต่ตอนหลังก็เข้าไปบอกเค้าดี ๆ ให้เหตุผลว่าอยากดูแลลูก) ตอนแรกเค้าก็น้อยใจนิดหน่อย และไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความดื้อรั้นของเรา เค้าก็เลยต้องตามใจ..
เลยเรียกพี่ตัวแทนคนที่แล้วเข้ามา สร้างความช็อก ! ให้กับพี่เค้าครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรก เป็นลูกค้าชั้นดีตัวแทนไม่ต้องพูดมาก ซื้อประกันเองโดยไม่ต้องรอให้ตัวแทนเอ่ยปาก..

บอกพี่เค้าไปว่า พี่ค่ะ หนูจะเป็นตัวแทนขายประกันค่ะ หนูลาออกแล้วค่ะ เห็นอาการของพี่เค้าตะลึงงัน !! อดคิดขำตัวเองไม่ได้  พี่เค้าบอกว่า หนูไม่เหมือนตัวแทนคนอื่นเลย.. ส่วนใหญ่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า กว่าจะมาเป็นตัวแทน  แล้วเค้าก็เล่าเรื่องของพี่เค้าให้ฟังว่า หนูรู้ไหม ก่อนพี่จะมาเป็นตัวแทนอ่ะ พี่นะมาทำเป็น Part time ก่อน ทำมาสักระยะหนึ่ง พอเก็บเงินเดือนล่วงหน้าได้แล้ว สัก 6 เดือน แล้วค่อยถึงตัดสินใจออกมาเป็น Full time” แต่หนู เล่นออกมาเลย.ไม่เตรียมเงินสำรองไว้เลย รู้ใช่ใหมว่าตัวแทน ไม่มีเงินเดือนนะ ..มีแต่ค่าคอมฯ จ๊ะ.
กล้ามากนะ ..หนูกล้ามาก..

อาชีพมหัศจรรย์ ???

เคยได้ยินวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับอาชีพนี้ว่าเป็น อาชีพมหัศจรรย์ตอนแรกก็ไม่เข้าใจหลอกว่ามัน มหัศจรรย์ตรงไหนนะ แต่พอทำและเข้าใจในอาชีพ ถึงรู้ว่า มัน มหัศจรรย์  ตรงที่ว่า..

  1. เป็นอาชีพที่สุดแสนจะอิสระ ตรงที่เราสามารถเลือกเวลาทำงานเองได้
...แต่มันก็อันตรายสำหรับใครบางคน ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเอง และจัดสรรเวลาทำงานของตัวเอง เพราะนั่นหมายถึง ถ้าเราไม่ขยัน ไม่รู้จักบริหารเวลา หายนะ..กำลังรออยู่ข้างหน้า

  1. เป็นอาชีพที่เราสามารถเลือก หรือ กำหนด รายได้ ของเราเองได้ โดยมีข้อแม้..ขึ้นอยู่ที่ ความขยัน และ ความสม่ำเสมอ 
...ข้อนี้แหละคน ส่วนใหญ่จะตกม้าตาย เพราะเที่ยวเพลิดเพลินอิสระเสรี จนบางครั้งลืมทำหน้าที่..ที่ควรทำ..

  1.   เป็นอาชีพที่สอนให้เรา เรียนรู้  ศิลปะแห่งการอดทน  มีคนกล่าวไว้ว่าอาชีพนี้ มันช่าง...

So Tuff        -  มันช่างเป็นงานที่หนักหนา สาหัส ..มันเป็นอะไรที่เจ็บปวด เวลาเจอลูกค้าที่ไม่เข้าใจในอาชีพ แต่ก็ว่าไม่ได้หรอกนะคะ เพราะลูกค้าเค้าไม่ได้ถูกฝึกมาให้เข้าใจในอาชีพนี้ แต่อย่างน้อยถ้าเป็นลูกค้าที่มีทัศนคติดี ก็ช่วยลดความเจ็บปวดของตัวแทนได้บ้าง..

So Difficult -  มันช่างเป็นงานที่อยากลำบาก..เมื่อครั้งยังเป็น ดักแด้ อยู่   (ตัวแทนใหม่)บางครั้งมันยากเหลือเกิน ที่จะไปตามหาลูกค้าในดวงใจ ลูกค้าอยู่แห่งหนใดนะ..บ่อยครั้ง โอดครวญกับตัวเอง  .. แต่พอเราเติบโตขึ้น มีปีกที่แข็งแรง มีชั่วโมงบินมากขึ้น ธรรมชาติของอาชีพ จะสอนวิธี หากิน ให้กับเรา  โดยให้เราเจ็บปวดน้อยลง..

            So Trouble  -  มันช่างเป็นงานที่ขมขื่น ..กลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง ถ้าบังเอิญลูกค้า ไม่น่ารัก  เริ่มจากทัศนคติที่ติดลบ, ไม่
                    ชอบประกัน, ไม่ชอบตัวแทน, หลอกลวง, ขี้โกง และอีกสารพัดคำบรรยาย ที่ล้วนทิ่มแทงหัวใจ...ให้ตัวแทนพร้อมจะตายจากอาชีพ  
                     ได้ทุกเมื่อ..แต่ก็อีกนั่นแหละค่ะ กับคำพูดที่กล่วไว้ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน  มันเป็นสัจธรรมที่แท้จริง  ถ้าเรา
                      ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นได้ ..วันนี้เราจะยืนอย่าง สง่า และ มั่นคง..

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้  ไม่ได้มีเจตนา ชักจูง หรือ โน้มน้าวให้ผู้อ่าน หันมาขายประกันกันหลอกนะคะ  เพราะอาชีพนี้ ถ้า..ไม่รักในงาน,ไม่รักบริษัทฯ, ไม่รักในอาชีพ, ไม่รักลูกค้า, ไม่รักการบริการ ก็ไม่แนะนำให้มาทำหรอกค่ะ เพราะถ้ามองถึงผลตอบแทน ตัวเงิน อย่างเดียว มันไปไม่รอดหรอกค่ะ เพราะเงิน ไม่สามารถซื้อความสุข และ สนองความต้องการในชีวิตของเราได้อย่างเดียว  ผู้เขียนคิดว่า งานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเรารักมัน รู้จุดยืนของตัวเอง ทำแล้วมีความสุข ใช้จิตนำทาง แล้วเราจะประสบความสำเร็จในที่สุด เงิน ก็จะตามมาหาเราเองค่ะ.. 

ขอให้เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจจริต ทุ่มเท ตั้งใจ ยึดหลักอิทธิบาทสี่  คือ

  1. ฉันทะ  (ความพอใจในงานที่เราทำ) ทำแล้วมีความสุขไหม พอใจไหม ตัวนี้แหล่ะ เป็นตัววัดค่า ความสุขที่แท้จริง
  2. วิริยะ  (ความพากเพียร พยามยาม ขยันในการทำงาน และ  ขวนขวายหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ และพัฒนางานของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น)
  3. จิตตะ  (ความเอาใจจดจ่อ ตั้งใจ มุ่งมั่น ในงานที่ทำให้สำเร็จ ลุล่วงโดยไม่วอกแวก ลังเล สงสัย)
  4. วิมังสา  (ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ในงานที่เราทำว่าดีพร้อม สมบูรณ์พร้อม แล้วหรือยัง)

โดยส่วนตัว ผู้เขียนเอง คิดว่า อาชีพทุกอาชีพสามารถเป็น อาชีพมหัศจรรย์ ได้ มันอยู่ที่ตัวเรา สร้างความสุขจากการทำงาน หาตัวเองให้เจอ    ทำในสิ่งที่รัก ทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่ถนัด  แต่ถ้าสำหรับใครบางคน ที่ยังไม่สามารถทำงานที่ใช่สำหรับตัวเองได้ ก็ต้องรอเวลา..เพราะบางครั้ง

งานเพื่อชูชีพ  คือ งานที่เราต้องทำเพื่อการเลี้ยงชีพ เช่น งานประจำที่ทำอยู่ แต่ยังไม่โดนใจ แต่ต้องทำไปก่อน เพราะได้เงินดี เงินเร็ว มั่นคง  เป็นต้น เพื่อรอเวลา สักวันหนึ่งที่เราพร้อม ทั้งฐานะทางการเงิน ความมั่นคง และ สถานภาพทางจิตใจ ที่เข้มแข็ง และกล้าพอ ที่จะเริ่มต้นทำ ..

งานเพื่อชูใจ  คือ งานที่เรา รัก  ใฝ่ฝัน อยากทำ ทั้งที่ถนัดและไม่ถนัด และไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงิน แต่ทำด้วยใจรัก  แล้วสักวันหนึ่ง เทพเจ้าแห่งเงินตราจะตามคุณมา แต่ต้องใช้เวลาในการรอคอย.  อยู่ที่คุณมีความกล้า และมีความอดทนในการรอคอยมันไหมล่ะ ???

(ที่มา : “งานเพื่อชูชีพ  และ งานเพื่อชูใจ  อ่านมาจากบทความของ คุณ เอม / โหรา ฯ ไม่คาใจ  ในนิตยสารธรรมะออนไลน์ ขอขอบคุณค่ะ..)

1 ความคิดเห็น: