วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลทำประกัน



ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเปิดแผยข้อมูลการทำประกันชีวิตและสุขภาพ
ตอน เจ็บนี้อีกนาน

วันนี้ มีเรื่องอยากเล่าสู่กันฟังนะคะ  คือเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า....

  1. กรณีลูกค้าปกปิดข้อมูลเรื่องสุขภาพ  คือ เป็นโรคใดโรคหนึ่งมาก่อนการทำประกันชีวิตและสุขภาพ และไม่ได้แถลง ต่อมา มีการเคลมเกิดขึ้น แล้วบริษัทฯ สืบทราบว่าลูกค้าเคยเป็นโรคนั้นมาก่อนการทำประกัน ภายใน 2 ปี บริษัท ฯ จะปฏิเสธการจ่ายสินไหมทดแทน และ จะคืนเบี้ยประกัน หลังหักค่าใช้จ่าย หรือ ค่าดำเนินการ หรือ ถ้ามีการเคลมก่อนหน้านี้ แล้วคืนเบี้ยประกันส่วนต่างให้ทั้งหมด และยกเลิกสัญญาถือว่าสิ้นสุดสภาพของกรมธรรม์ฉบับนั้น ๆ โดยสมบูรณ์

  1. แต่ถ้าลูกค้าปกปิด และ กรมธรรม์ส่งเบี้ยมาเกินกว่า 2 ปี แล้ว บริษัท ฯ มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการจ่ายสินไหม เฉพาะโรคนั้น ๆ ที่เป็นมาก่อนการทำประกันชีวิต แต่ไม่ยกเลิกกรมธรรม์ ถือว่ากรมธรรม์ยังมีสิทธิ์ในการเคลมโรคอื่น ๆ ได้อีก ที่ไม่ใช่โรคที่เป็นมาก่อนการทำประกันชีวิต

เป็นข้อมูลที่ได้มาจากฝ่ายเคลมของบริษัทฯ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ เพื่อประโยชน์ของลูกค้า และตัวแทนค่ะ..

คือก่อนหน้านี้ ผู้เขียนมีเคสตัวอย่างลูกค้ารายหนึ่งที่ไม่ได้แถลงเรื่องสุขภาพ ต่อมาลูกค้าเคลมโรคนี้ แล้วส่งเบี้ยมาแล้ว 4 ปี ก็สอบถามตัวแทนว่าจะเคลมได้หรือไม่ ทางตัวแทนเอง ด้วยความเข้าใจผิดมาตลอดว่า ถ้ากรมธรรม์ส่งเบี้ยเกินกว่า 2 ปี แล้ว ถึงแม้ปกปิด บริษัท ฯ ก็ต้องจ่ายสินค่าสินไหมค่ะ  แต่ผลออกมาบริษัท ฯ ปฏิเสธค่ะ (ตามกฏเกณฑ์ 2 ข้อ ข้างต้นค่ะ)

แต่ด้วยความผิดของเราเอง และเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบตัวแทนเลยต้องจ่ายค่าสินไหมให้ลูกค้า ด้วยเงินของตัวเองค่ะ..เคสนี้เลยเป็นเคสที่..จำไปจนวันตายเลยค่ะ..

และที่สำคัญช่วงนั้น เป็นช่วงวิกฤตของชีวิตเลยค่ะ ..คือ บ้านโดนน้ำท่วม รถก็ต้องซ่อม จ่ายค่าหมอเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของตัวเอง และ ยังต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ลูกค้าเบี้ยเกือบ 6 หลัก  !!!

วันนั้น..รู้สึกว่า ทำไมชีวิตโหดร้ายจัง ! ..นั่งลง.. ปาดน้ำตา..แล้วบอกตัวเองว่า นี่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่จะสอนให้เรา แข็งแกร่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น  ต้องลูกขึ้นสู้..แล้วจงภูมิใจในสิ่งที่เราทำ ! ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และ ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ เท่าที่ตัวแทนประกันชิวิตคนหนึ่งจะทำให้ได้ค่ะ !!




วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แบบสอบถามเรื่องประกันชีวิต


แบบสำรวจความคิดเห็น
ประกันชีวิตต่อวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน


  1. คุณมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันชีวิตอย่างไร

      ( )  เข้าใจดี                     ( )  พอรู้บ้าง                    ( )  ไม่รู้เลย

  1. คุณมีประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือ ประกันอุบัติเหตุ หรือไม่

      ( )  มี  กับบริษัท ...........................................ชำระเบี้ยปีละ.......................................
      ( )  กำลังพิจารณาอยู่ ถ้าตรงกับความต้องการก็น่าสนใจ
      ( )  ไม่มี ยังไม่พร้อมจะทำ เพราะ.................................................................................

  1. คุณกังวล หรือ กลัว เหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ มากที่สุด (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
     
      ( )  จากไปก่อนวัยอันควร                           ( )  เจ็บป่วยโรคร้ายแรง    
      ( )  เกษียณอายุ แต่ไม่มีเงินเก็บ                  ( )  ทุพพลภาพ

  1. คุณอยากจะได้อะไร จากการทำประกันชีวิต

      ( )  กองทุนการศึกษาบุตร              ( )  คุ้มครองรายได้ธุรกิจ    ( )  เงินออมยามเกษียณอายุ
      ( )  สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล        ( )  ลดหย่อนภาษี            ( )  มรดกให้ครอบครัว

  1. คุณบริหารการเงินส่วนบุคคลด้วยวิธีไหน  (ตอบได้มากกว่า 1  ข้อ)

      ( )  ฝากธนาคาร                           ( )  ซื้อกองทุน หรือ หุ้น                 ( )  ฝากออมสิน
      ( )  ประกันชีวิต                            ( )  อื่น ๆ............................        ( )  ไม่ได้บริหารเลย

  1. หากประกันชีวิต  สามารถรับภาระแทนคุณได้  คุณยินดีอนุญาติให้ตัวแทนเข้าพบได้หรือไม่

      ( )  ยินดี แต่ให้นัดล่วงหน้า              ( )  ไม่ยินดี                                
      ( )  ขอรายละเอียดทางไปรษณีย์

  1. ถ้าคุณคิดจะทำประกันชีวิต  คุณคิดว่ามีกำลังส่งประกันชีวิตได้ ปีละเท่าไหร่ โดยที่ไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายของคุณ

      ใส่เบี้ยประกันที่สามารถส่งได้ ................................ ต่อเดือนหรือ .............................ต่อปี

  1. คุณ หรือ คนรู้จักของคน ต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือด้านบริการประกันชีวิต หรือไม่

      ( )  ไม่ต้องการ                            ( )  ต้องการ กรุณาส่งคำถามของคุณมาที่                                                             email:naphatsorn72@yahoo.com

สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่สละเวลาตอบแบบสอบถาม
ซึ่งทางผู้จัดทำมีเจตนาเพื่อพัฒนาคุณภาพและบริการของงานประกันชีวิต
และ เป็นการหาฐานตลาดด้วยความสมัครใจ...

และขออำนวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่การงาน และชีวิตครอบครัว
มีสุขภาพกายที่แข็งแรง และ มีสุขภาพใจที่สง่างาม กันทุกท่านค่ะ..


ชื่อ-นามสกุล...................................................................................................

อายุ.......ปี  เพศ..............สถานภาพ  (  )  โสด  (  )  สมรส  (  )  หย่า  (  )  ม่าย  จำนวนบุตร.......คน

บริษัท..........................................ตำแหน่ง........................................................

ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้....................................................................................... 

Email: …......................................................…………………………………………………………

โทรศัพท์  (ที่ทำงาน)........................(ที่บ้าน)..................(มือถือ).................................


รายได้ต่อปีประมาณปีละ                    (  )  ต่ำกว่า  100,000    บาท                      (  )  100,000-250,000  บาท
                                                        (  )  250,001-500,000  บาท                     (  )   มากกว่า 500,000  บาท

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สายน้ำไม่ไหลกลับ


11    พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนเลยนะคะ ว่าข้าพเจ้า ไม่ได้เป็นนักเขียน หรือ นักวิชาการใด ๆ เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง  ที่มีอาชีพเป็นนักขาย แต่หลายวันมานี้ รู้สึกเลยว่าตัวเอง หมดเรี่ยว หมดแรงที่จะออกไปหาลูกค้า หรือ ไปทำหน้าที่เยี่ยงนักขายทีดีพีงทำ

อาจเป็นเพราะว่า ณ เวลานี้ บ้านเมืองเรา ผู้คนส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ผู้คนส่วนใหญ่หมดแรง เสียขวัญและกำลังใจ รวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วย...

มันอาจจะเป็นข้ออ้างของตัวเอง ที่ละเลยหน้าที่ หรือ จะเป็นเพราะจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับโชคชะตา หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้..

แต่แล้วจู่ ๆ ..ของวันเวลาที่เงียบสงบ ณ บ่ายวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนอะไรบางอย่างที่มันอยู่ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก แต่ ข้าพเจ้าจะขอเรียกว่า นิทานปรัมปรา ก็แล้วกัน
เลยอยากเขียนออกมา เพื่อเล่าสู่กันฟัง เพราะครั้งหนึ่งในวัยเด็ก เชื่อว่า หลายคนคงเคยฟังนิทานจากคนเฒ่า 
คนแก่  ที่มีกุศโลบาย ไว้สอนเด็ก ๆ ....

ถ้าวันนี้... ท่านกำลังเครียด หรือ ว้าเหว่ หรือ สิ้นหวัง หรือ สับสน  หรือ รู้สึกอะไรก็แล้วแต่ 
หากต้องการกำลังใจ ...อยากเรียกพลังที่เข้มแข็งกลับคืนมา..หรือ อยากทวงคืนสันติสุข 
กลับคืนมาสู่ชีวิตอีกครั้ง ลองอ่าน นิทานเรื่องนี้ดู อาจเป็นความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อย่างน้อยอาจช่วยให้
ข้อคิด หรือ ให้ความสุขเล็ก ๆ ที่ได้แบ่งปันกัน ไม่มากก็น้อย

นิทานปรัมปรา เรื่องนี้มีชื่อว่า  สายน้ำไม่ไหลกลับ...





สายน้ำไม่ไหลกลับ


ณ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข และมีพระราชาผู้ทรงมีทศพิธราชธรรม ประชาชนอยู่กันอย่างสันติสุข

วันเวลาผ่านไปอยู่หลายสิบปี แต่แล้ว ณ วันเวลาหนึ่ง ก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นอย่างร้ายแรง  ทำให้ผู้คน พลเมือง ต่างเดือดร้อน กันทั่วหน้า บ้างก็ล้มหาย ตายจาก บ้างก็สูญเสียผู้ที่เป็นที่รัก บ้างก็สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หัวเมืองหลายหัวเมือง ต่างแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่า หลายฝัก หลายฝ่าย ข้าราชการทุตจริต ผู้คนเห็นแก่ตัว เกิดอาชญากรรม

ข้าวยาก หมากแพง มีการปล้นสดมภ์ และ เกิดโรคร้าย ทั้งสัตว์มีพิษ และเป็นอันตรายเข้ามาคุกคาม ผู้คนต่างเสียขวัญ และ กำลังใจ อยู่กันอย่างหวาดกลัว และ หมดแล้วซึ่งสันติสุข...

ซึ่งภัยพิบัติครั้งนี้ เกิดจาก มหาอุทกภัย ครั้งใหญ่ในรอบหลายร้อยปี ของมวลมนุษยชาติ   มีผู้เฒ่า ผู้แก่บอกว่า พระแม่คงคา ท่านพิโรธ  เพราะมนุษย์ เริ่มเบียดเบียนธรรมชาติมากขึ้น มนุษย์ ขาดไร้ซึ่งศีลธรรม  ถึงเวลาที่พระองค์จะต้องทรงให้บทเรียนแก่เหล่ามนุษย์ทั้งหลาย...


ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองนี้   ปรากฏมี.. หญิงสาวนางหนึ่ง นั่งร้องไห้คร่ำครวญใต้ต้นไม้ใหญ่ ชื่อต้น ราชพฤกษ์ ทุกวันหลังจากนางได้ทำภารกิจเสร็จแล้ว นางก็จะมานั่งร้องไห้ที่ใต้ต้นไม้แห่งนี้ และคร่ำครวญ ต่อเหล่าเทพเทวา ทั้งหลาย ว่าเหตุใดถึงได้ทรงใจร้าย ไม่ช่วยผู้คน ทำร้าย ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนี้นางไม่เหลือใครแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

ก็คิดตั้งใจอธิษฐานว่า หากข้าพเจ้าเคยมีบุญบารมี จากการได้เคยบำเพ็ญมาตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบัน  หากไม่เกิดวิสัยที่พระองค์จะเมตตาสงเคราะห์ และบุญของข้าพเจ้าพอมีบ้าง 

ข้าพเจ้ามิได้ขอให้ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมา เพียงแต่...อยากที่จะขอ.... พละกำลังกายและใจ  พร้อมสติปัญญา กลับคืนมา เพื่อให้ข้าฯ ได้ล่วงรู้ความลับ ที่จะช่วย ผู้คน พลเมือง และ ตัวเองได้...

และ..ทันใดนั้นเอง..ก็มีแสงสว่างพวยพุ่งมาจากต้นราชพฤกษ์..ปรากฏเป็นเทวดารูปงาม องค์หนึ่งปรากฏกายต่อหน้า..และกล่าวบอกนางว่า..

เทวดาพูด :

น้องหญิง ข้าพเจ้าทราบแล้ว เรื่องที่เจ้าร้องขอ แต่ข้าพเจ้า เป็นเพียงรุกขเทวดา ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจพอที่จะ
ต่อรอง กับพระแม่คงคา.. แต่ข้า สามารถ พาเจ้าไปหาพระแม่คงคาได้..
หลังจากนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว  ที่จะเจรจากับพระแม่เอง

หญิงสาวพูด :

แล้วท่านจะพาข้าฯ ไปได้อย่างไรกันเล่า เจ้าค่ะ

เทวดาพูด :

หลับดาซิ แล้วข้าฯ จะพาไป


หลังจากลืมตาขึ้น ก็ต้องตกใจ !!เพราะไม่เคยเห็นสถานที่ แห่งนี้มาก่อน ซึ่งมันช่าง สวยวิจิตรพิสดาร สงบ และ ร่มเย็น อย่างบอกไม่ถูก แล้ว นางก็ต้องสะดุ้งอีกครั้ง ! เมื่อมีเสียงเรียกจาก หญิงงามนางหนึ่ง บอกว่า ..นั่งรออยู่ตรงนี้ พระแม่จะเสด็จมาแล้ว ! เจ้ามีสิ่งใดที่จะกราบทูลพระองค์ ก็รีบว่ามา พระแม่ทรงมีเวลาให้เจ้าได้ไม่นาน...

และแล้ว หญิงสาวก็เริ่มสนทนา :-

กราบบังคมพระแม่ เจ้าค่ะ (เนื่องจากเป็นสาวชาวบ้าน ก็ไม่รู้จะพูดคำราชาศัพท์เช่นไร ก็พูดไปตามที่นึกได้)

เจ้ามีสิ่งใดที่จะพูดกับเรารึ..จงรีบว่าไป...

ข้าพเจ้าขอประทานโทษ ที่บังอาจมารบกวนพระองค์ แต่ข้าพเจ้าใคร่ขอความเมตตาจากท่านได้โปรด ลดโทษ และอภัยให้พวกเราเหล่ามนุษย์ที่โง่ เขลาเบาปัญญาด้วยเถิด ตอนนี้บ้านเมืองของข้า ฯ ได้ถูกเหล่าบริวารของท่านรุกรานอย่างหนัก เจ้าค่ะ..

พระแม่ก็หัวเราะ แล้วเปร่งพระสุรเสียงอันดัง แล้วพูดว่า

: ใครกันแน่ ที่รุกราน    ??   พวกเจ้าต่างหากที่รุกราน เราก่อน  !! 
ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่พวกข้าฯ จะให้บทเรียนแก่เจ้า และ พวกพ้องของเจ้า..จะได้สำนึก ว่าสิ่งที่ทำกับธรรมชาติที่ผ่านมา ทำให้พวกข้า และ เหล่าสหายของข้าบอบช้ำแค่ไหน..


อันที่จริงแล้ว ข้าไม่ได้รุกรานเจ้าเลย ข้าไปตามวิถีของข้าต่างหากเล่า โดยธรรมชาติของน้ำย่อมไหลจากที่สูง ไปสู่ที่ต่ำ และ จะไม่มีวันไหลย้อนกลับ !!
พวกเจ้าต่างหาก ที่โง่ เขลา เบาปัญญา ! ไม่รู้จักวิถีธรรมชาติ    แล้วก็มากล่าวหาว่าข้าทำร้ายพวกเจ้า

และ พวกข้าพเจ้าต้องทำเยี่ยงไร เจ้าค่ะ ถึงจะผ่านพ้นวิถีธรรมชาติครั้งนี้ได้

เอาหล่ะ ข้าไม่มีเวลา จะคุยต่อรองกับเจ้ามากนัก แต่ด้วยเพราะพระบารมีของเจ้าเมืองเจ้า
ที่พระองค์ ไม่ทรงจะต่อสู้เพียงลำพังพระองค์เดียวได้ ต้องอาศัย เหล่าสหชาติ ที่เคยเป็นข้ารองพระบาทที่เคยเกื้อกูลกันมาแต่อดีตชาติ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงคุ้มครองบ้านเมืองอยู่   จะช่วยพวกเจ้าพ้นภัย แต่มีข้อแม้ว่า พวกเจ้าต้องทำให้ได้ ดังที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้

โดยธรรมชาติของข้า(น้ำ) ข้ากำลังทำหน้าที่ของข้าในการเดินทางเพื่อจะไปสู่ปลายทางอันมีอ่าวไทยเป็นที่ตั้ง ขอเจ้าลดละ ความเห็นแก่ตัว เปิดทางให้ข้าและเหล่าบริวารของข้า เดินทางให้สะดวก และเร็วขึ้น   ข้าเดินทางของข้าอย่างนี้ มาเป็นพันปี พวกเจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่ !!

ที่พวกเจ้าทั้งหลายคิดว่า เจ้าจะกันเมืองหลวง เมืองที่เป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ ไว้เพียงเผื่อ ไม่ให้รายได้และเศรษฐกิจในเมืองหลวงเสียหาย  แต่ พวกเจ้าโง่เขลา เพระาะ พวกเจ้าคำนึงถึงแต่วัตถุ ไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชนทั้งประเทศ !!

ข้าอยากให้บทเรียนแก่พวกเจ้า จะได้รู้ว่า อันที่จริงแล้วประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวง หรือ นอกเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือคนรวย ก็เป็นคนเหมือนกัน การที่พวกเจ้าฝืนธรรมชาติทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน พวกเจ้าจะทะเลาะกันเอง เพราะแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย ข้างนี้ โดนน้ำ ข้างนี้ไม่โดนน้ำ จะไม่รู้จักการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข  

แทนที่พวกเจ้าจะคำนึงถึงสุขภาพจิตใจของพลเมือง พวกเจ้ากลับให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงิน เรื่องทอง ปล่อยปละละเลย นักการเมือง เห็นแต่พวกพ้อง   และประโยชน์ส่วนตน   ข้าราชการขาดความซื่อสัตย์สุจริต

พวกเจ้าต่างหาก ที่สร้างความแตกแยกกันเอง เกิดการรบร่า ฆ่า ฟัน แก่งแย่ง ชิงดี ห้ำหั่น เชือดเฉือน แตกแยกความสามัคคี ศัตรูที่ไหนก็สามารถเอาชนะพวกเจ้าได้ และจะทำลาย ล้าง พวกเจ้าได้ในที่สุด..

:  อืม..เป็นอย่างนี้ นี่เอง .. และ ข้าพเจ้า จะทำการณ์ใด ได้เล่า ในเมื่อข้าฯ เป็นเพียงสาวชาวป่า ชาวไร่ ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง หรือ เป็นนักวิชาการใด ๆ แล้วใครเล่าจะเชื่อข้าฯ และจะมีผู้ใดสามารถส่งสาส์นนี้ ไปสู่ผู้คน พลเมือง หรือ ผู้มีอิทธิพลได้เล่าเจ้าค่ะ..

อันนี้ก็แล้วแต่ ชะตากรรมของสูเจ้า..ว่าเจ้า จะได้พบ คนดี มีศีล มีธรรม มีอำนาจ วาสนา บารมี พอที่จะนำพาพวกเจ้าพ้นภัยในครั้งนี้ได้หรือไม่ ??

: พระแม่เจ้าค่ะ...  ลูกขอกราบขอบพระทัยพระแม่คงคา ที่ได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ บอกทางสว่างให้แก่ลูก  ลูกจะนำความไปบอกชาวเมืองของลูก ...และ ก่อนที่จะกราบลา ลูกไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนพระองค์มากกว่า

การขออารธนาบารมีขององค์สมเด็จพระศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และด้วยอำนาจผลบุญทีข้าพเจ้าได้เคยทำมา นับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน จะมีอานิสงค์เพียงใด ข้าพเจ้าขอแผ่กุศลผลบุญนี้ให้แก่พระแม่คงคาง และ บริวาร ทั้งหลาย ด้วยเทอญ..

และ นางก็ก้มลงกราบแทบพระบาทพระแม่..แต่พอเงยหน้าขึ้นมา ทุกอย่างก็อันตรธาน หายไป !!


หลังจากนั้น นางดีใจจนสุดซึ้ง เหมือนกับว่า ได้ชีวิตใหม่ !! ได้สติ ได้ปัญญา ได้ทรัพย์ที่หาค่าประมาณมิได้ นั่นคือ อริยทรัพย์..นั่นเอง..

นางได้ตั้งใจว่า จะนำความเหล่านี้ไปบอกชาวประชา แต่กลัวว่าจะลืม ก็เลยลงมือเขียนบัทึกไว้ในใบลาน
ได้ความว่า  ดังนี้

วิธีการรับมือกับ มหาอุทกภัย



  1. สาส์นจากพระแม่ ต้องการสื่อให้ พวกเราเข้าใจกฏของธรรมชาติ
     กฏของน้ำก็คือ ไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ และ สายน้ำจะไม่ไหลกลับ
     แนะนำ คือ เปิดประตูน้ำทุกทางให้ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านตามธรรมชาติ อย่าฝืน!!

  1. ให้ผู้คน รู้รักสามัคคี เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข และก้าวไปพร้อมกัน อย่าแบ่งแยก คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก  หันหน้าเข้าหากัน
          แนะนำ ให้ผู้นำชุมชน ทั้งหลาย หันหน้าเข้าหากัน และ จับมือกัน พร้อมจะเดินเคียง                   
          ข้างกันเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

  1. ให้ผู้คนรู้จักการช่วยเหลือตัวเอง และแบ่งปันให้ผู้อื่น ถ้าจะต้องรับมือกับภัยครั้งนี้
      แนะนำ ตั้งผู้นำแต่ละชุมชน ช่วยเหลือกันเองในชุมชนก่อน เตรียมพร้อมรับ
     สถานการณ์ และ เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น แทนที่   
     จะช่วยบ้านละหลัง กลับช่วยได้บ้านละหลายหลัง เพราะชุมชนแข็มแข็ง และรวมเป็น  
     หนึ่งเดียว

  1. ส่งเสริมให้คนมีศีลธรรม มากขึ้น เพราะจะช่วยลดปัญหาขโมย และ อาชญากรรมได้มาก

  1. ตั้งกฏ กติกา ทีมีเอกภาพ และ ยึดหลักธรรมาภิบาล ฝ่าฝืนมีโทษร้ายแรง ! ไม่มียกโทษ ไม่มียกเว้น !!

  1. เข้าใจความทุกข์ยากของประชาชน ความทุกข์ของคนที่โดนน้ำท่วม คือ ความสูญเสีย                  ส่วนความทุกข์ของคนที่ยังไม่โดนน้ำท่วม คือ การรอคอยที่ทรมาน..

เพราะฉะนั้นอย่าท่วงเวลาอีกเลย ...ปล่อยน้ำให้เดินทาง ถ้าเค้าถึงจุดหมายเร็ว ...เราก็เสียหายน้อย แต่ถ้าเราคิดว่า...ปล่อยให้น้ำเข้ามาและเสียหายเศรษฐกิจหลักของประเทศ

พวกท่านคิดผิด !! เพราะถ้าประเมินความเสียหายแล้ว เข้ามาครั้งเดียว ยอมเสียหาย แล้วจบ ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเริ่มต้นใหม่ ย่อมดีกว่าค่อย ๆ ยื้อ  ปล่อยให้เสียหายน้อย ๆ แต่ระยะยาว ค่าความเสียหายมัน 
มากว่ามหาศาล  !!

เปรียบเสมือนคนไข้ที่ป่วยหนัก ที่ไม่ยอมผ่าตัด เพราะกลัวความเจ็บปวดอย่างที่สุด แต่ถ้ายอมรับความเจ็บปวด ผ่าตัดครั้งเดียว แล้วหาย ย่อมดีกว่าทนทุกข์ทรมานกับโรคที่ค่อย ๆ เจ็บ..และรุมเร้าเราชั่วชีวิต..





จบบริบูรณ์







วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

ลูกค้าประกันชีวิต



ลูกค้าของเรา..ลูกค้าของคุณ..
อีกทางเลือกหนึ่ง.. สำหรับการค้นหาลูกค้าในดวงใจ

สำหรับหนิงเองได้ทำธุรกิจประกันชีวิตมากว่า 10 ปี แล้วค่ะ ค้นพบว่าธุรกิจนี้ จริง ๆ แล้ว เป็นธุรกิจที่น่าเคารพ และ มีเกียรติ แต่ คนส่วนใหญ่ มักกลัว และ ไม่ค่อยอยากคุยกับตัวแทนขายประกันสักเท่าไหร่  อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์การขายประกันแบบเดิม ๆ คือ ชอบตื้อ หรือ เข้ามาขายแบบไม่ถูกกาละเทศะ เป็นต้น ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่กลัว คนขายประกัน

หนิงคิดว่าเรามีทางเลือกเปลี่ยนมุมมองของลูกค้าประกัน และยกระดับตัวแทนประกันชีวิตให้กลายเป็นที่ปรึกษาทางด้านประกันชีวิต และ การเงิน กันดีกว่าค่ะ...

ดังนั้น เพื่อความสำเร็จร่วมกัน คุณลูกค้าก็มีโอกาสได้เลือก ตัวแทนมืออาชีพ ส่วนตัวแทน ก็มีโอกาสเลือก ลูกค้าในดวงใจ เช่นกันค่ะ... เพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ตัวแทน หรือ นักขายอื่นๆ  หนิงขออนุญาตถือโอกาสแชร์ประสบการณ์ทำงานส่วนตัวของหนิงนะคะ ..

  1. หนิงจะขายเฉพาะคนที่สนใจกำลังจะทำประกันชีวิตจริง ๆ
(แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ?...รู้ได้จากการให้ทำแบบสอบถามค่ะ คือ บางที หนิงก็จะหาลูกค้าโดยการให้ตอบแบบสอบถามก่อนค่ะ คือ ถ้าลูกค้าสนใจ ส่วนใหญ่ก็จะให้ข้อมูลเราค่ะ)
  1. ลูกค้าที่ต้องการที่ปรึกษา วางแผนทางด้านการประกันชีวิต และ ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน
  1. ลูกค้าที่เป็นกรมธรรม์กำพร้า คือ ไม่มีตัวแทนบริการ ตัวแทนหายไปแล้ว
  1. ลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องการเคลม สอบถามเรื่องประกัน หรือ บริการ เรายินดีให้คำแนะนำ และช่วยเหลือในกรณีที่เราสามารถช่วยท่านได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าหนิงก็ได้ค่ะ)
  1. ลุกค้าที่ให้เวลาในการนัดหมายเวลาที่แน่นอน เพื่อให้โอกาสเราได้ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอ เพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณลูกค้า
  1. หนิงจะไม่ขายประกันทางโทรศัพท์ค่ะ สำหรับลูกค้าใหม่ เพราะคิดว่าเรื่องประกันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน และ ต้องมีเวลาให้ข้อมูลลูกค้า และหาข้อมูลของลูกค้าพอสมควร (fact finding)  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดค่ะ(แต่ก็เห็นใจ พวกพนักงาน Call Center นะคะ เข้าใจว่าต้องทำตามหน้าที่ แต่สำหรับหนิง คิดว่าการขายประกันทางโทรศัพท์ มันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ค่ะ แต่นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ)
  1. ลูกค้าที่ได้จากการแนะนำค่ะ คือ ปากต่อปาก (เราจะได้มาก็เนื่องจากการบริการที่ประทับใจของเราค่ะ)  ถ้าเราทำธุรกิจ ด้วยความซื่อสัตย สุจริต มีความเป็นมืออาชีพ และ บริการทีดี เชื่อว่า ลูกค้าจะเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเลยค่ะ..


ขอเป็นกำลังใจให้นักขายทุก ๆ คนประสบความสำเร็จ
ในเส้นทางนักขายกันถ้วนหน้านะคะ..


**************

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

คู่มือการใช้งาน "ตัวแทนของท่าน"


คู่มือการใช้งาน ตัวแทนของท่าน

ก่อนอื่น ต้องขออนุญาตเรียนชี้แจง ให้คุณลูกค้าผู้มีอุปการะคุณทุกท่านได้ทราบ เกี่ยวกับข้อปฏิบัติการใช้งาน ของตัวแทนของท่าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ ยืดอายุการใช้งานของตัวแทน ในการดูแลท่านค่ะ..

            ตัวแทนบริการของท่าน คือ...สิริน  ชานุเดชอดิศร...(หนิง)...

อันดับแรก ต้องกราบขอบพระคุณลูกค้าทุกท่าน ที่เป็นลูกค้ากัน และมอบความไว้วางใจให้หนิงได้ดูแลค่ะ  ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา กว่าสิบปี หนิงค้นพบว่า งานนี้มีข้อจำกัด มีอุปสรรค มีความบั่นทอน ให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ทุกครั้งที่เจอปัญหา  อันอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือการสื่อสาร หรือวิธีการที่ข้ามขั้นตอน ก็แล้ว แต่ละปัญหาที่แตกต่างกันไป

ต้องขอขอบคุณคุณโน๊ต อุดม เพราะหนิงได้แนวคิด ที่จะทำคู่มือฉบับนี้จากการดูเดี่ยวไมโครโฟน ของคุณโน๊ต อุดม (จำไม่ได้ว่าตอนไหนค่ะ) แต่เป็นตอนที่พูดเกี่ยวกับ คู่มือการใช้งานแฟน ค่ะ โดนใจมาก.!!

อยากให้ คุณลูกค้า ได้อ่าน แบบไม่ซีเรียสนะคะ...ขำ..ขำ.. แต่มีสาระ..และเป็นประโยชน์สำหรับ คุณลูกค้า และ ตัวแทนของท่านคนนี้ค่ะ..

กฏข้อที่ 1.  หลังจากท่านได้ซื้อกรมธรรม์แล้ว ก่อนเซ็นรับกรมธรรม์ ให้ทบทวนอีกครั้งนะคะว่า ตัวแทนได้เสนอขายสินค้า ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือ ความต้องการของท่าน แล้วหรือยัง หรือ ถ้าเผลอเซ็นไปแล้ว คุณลูกค้าก็มีสิทธิ์ยกเลิกกรมธรรม์ได้ภายใน 15 วัน หลังจากเซ็นรับกรมธรรม์ครั้งแรกค่ะ

กฏข้อที่ 2.  หากท่านจำไม่ได้เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ในกรมธรรม์  หรือ จะสอบถามอะไรเพิ่มเติม หรือ มีปัญหาเรื่องการเคลม การบริการ ทั้งของตัวท่าน หรือ พ่อ-แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนของท่าน ที่ไม่ได้เป็นลูกค้าก็สามารถสอบถาม ปรึกษาหนิง ได้คะ  (รายละเอียดการติดต่อตัวแทนโปรดอ่านในส่วนท้ายค่ะ) 

กฏข้อที่ 3. ต้องขอออกตัวก่อนล่วงหน้านะคะ เนื่องจากหนิงมีพื้นที่ในส่วนสมองน้อยค่ะ จึงไม่สามารถจดจำข้อมูลของคุณลูกค้าได้ทุกราย และไม่สามารถตอบได้ทันใจ แต่เราได้จัดทำข้อมูลทุกอย่างใส่ระบบคอมฯ เรียบร้อยค่ะ เพราะฉะนั้น ขอเวลาในการตรวจสอบนะคะ จะจัดให้ทุกรายค่ะ

กฏข้อที่ 4.  กรณที่ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับกรมธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว การเงิน การคลัง ของท่าน ที่ส่งผลกระทบต่อกรมธรรม์ กรุณาติดต่อหนิงเลยนะคะ ไม่ต้องกลัว หรือ อายที่จะพูดคุยปัญหากันนะคะ  เพื่อจะได้หาทางออกและแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณลูกค้าเอง กรุณาติดต่อหนิงนะคะ ทุกกรมธรรม์มีทางออกค่ะ

กฏข้อที่ 5   กรุณารับโทรศัพท์หนิงด้วยนะคะ เพราะเวลาถึงดิวครบกำหนด หรืออยากจะเรียนข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลประโยชน์ของท่าน หรือคิดถึง อยากจะไปแวะ เยี่ยมเยียนคุณลูกค้า  บางครั้งลูกค้าไม่รับสาย หนิงก็รู้สึกจิตใจหดหู่นะคะ หนิงจะขออนุญาต โทร.หา 5 ครั้ง ถ้ายังติดต่อไม่ได้ หนิงต้องขออนุญาต ยกเลิกการติดต่อชั่วระยะ หรือถ้าท่านให้ email ไว้จะติดต่อผ่านทางเมล์ของท่าน ถ้าไม่ได้รับการติดต่อกลับ ก็คงต้องทิ้งระยะไว้เหมือนกันค่ะ..

กฏข้อที่ 6  เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง กรุณาตรวจดูข้อมูลข่าวสารที่บริษัทฯ ส่งให้เป็นระยะ หรือ จดจำข้อมูลจำเป็นบางส่วนของกรมธรรม์ไว้บ้างนะคะ เช่น ดิวครบกำหนดชำระเบี้ย  ผลประโยชน์ในกรมธรรม์ เป็นแบบมีค่ารักษา หรือ ไม่มีค่ารักษา ค่าห้องในร.พ. เป็นต้นค่ะ  จริงอยู่ค่ะหนิงอาจจะมีรายละเอียดข้อมูลในกรมธรรม์ให้คุณลูกค้า..  แต่ท่านอย่าลืมนะคะว่า หนิงเองก็ไม่ได้อยู่ชั่วฟ้า ดินสลายค่ะ ...

กฏข้อที่ 7  สืบเนื่องจากข้อ 6 กรณีที่ติดต่อหนิงไม่ได้ ในกรณี หนิงหมดลมหายใจ  ไปก่อนท่าน ขออย่าเป็นกังวลนะคะ เพราะทุกอย่างอยู่ในระบบแล้ว หนิงมีบริษัท ฯ หนิงมีหน่วยงาน และบุคคลากรที่ไว้ใจได้ จะดูแลท่านแทนหนิงค่ะ

กฏข้อที่ 8  ถ้าวันหนึ่ง วันใด ท่านรู้สึกว่า หนิงบริการไม่ประทับใจ หรือ ทำตัวไม่น่ารัก หนิงยินดีน้อมรับคำติ-ชมจากคุณลูกค้าทุกท่าน ด้วยความเคารพ ขออย่าได้เกรงใจที่จะตักเตือนกันนะคะ  เพราะหนิงรัก และ เคารพ ในลูกค้าของหนิงทุกท่านค่ะ จึงอยากจะทำหน้าที่บริการ และดูแลท่านให้ดีที่สุดค่ะ

กฏข้อที่ 9  และถ้าวันหนึ่ง วันใด หนิงได้แนะนำ หรือเสนอขาย หรือ ขอการสนับสนุนจากคุณลูกค้า ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ที่ท่านรู้สึกอึดอัด หรือ ยังไม่พร้อม หรือ ยังไม่คิดจะทำ ด้วยเหตุผลประการณ์ทั้งปวง

ขอให้ท่านอย่าได้เกรงใจที่จะตอบ ปฏิเสธ หนิงได้เลยนะคะ  เราคนกันเองค่ะ หนิงห่วงความรู้สึกของคุณลูกค้ามากกว่า  ไม่อยากให้รู้สึกว่าต้องกดดันค่ะ คือ ตัวแทนมีหน้าที่เสนอขาย แต่คุณลูกค้า มีหน้าที่ตัดสินใจ สามารถพิพากษาได้ที่ตัวคุณเองค่ะ  หนิงขออย่างเดียว อย่าปฏิเสธด้วยการ ไม่รับโทรศัพท์ ค่ะ เพราะ หนิงถือว่า มันเจ็บปวดที่สุดค่ะ ...


สุดท้าย ต้องขอกราบ ขอบพระคุณงาม ๆ อีกครั้งค่ะ ที่กรุณาอ่านจนจบ หนิงหวังว่าข้อมูลนี้คงเป็นประโยชน์ สำหรับคุณลูกค้าในดวงใจ ของหนิงนะคะ และ หนิงก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนิงเองก็อยากเป็น ตัวแทนในดวงใจของคุณลูกค้า เหมือนกันค่ะ...

ด้วยความเคารพ และ ศรัทธา..
สิริน ชานุเดชอดิศร (หนิง)



ติดต่อตัวแทน :-

สิริน  ชานุเดชอดิศร (หนิง)
222/78 ม.2  หมู่บ้าน The City พระราม 5-ราชพฤกษ์
ถนน นครอินทร์ ตำบล บางขุนกอง
อำเภอ บางกรวย จ.นนทบุรี  11130

โทร. มือถือ :  081-668-4877  
 Email        :  naphatsorn72@yahoo.com
  
ที่ทำงาน : บริษัท เอ.ไอ.เอ. จำกัด
               หน่วย นำทอง 578

โทร.       02-637-6858 , 02-637-9999  ต่อ 2747, 2748








วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อแนะนำเวลาซื้อประกันสุขภาพ


ข้อแนะนำเวลาซื้อประกันสุขภาพ

สำหรับท่านที่กำลังมองหา ประกันสุขภาพ ขอแนะนำว่าก่อนซื้อลองตรวจสอบความต้องการและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการซื้อประกันสุขภาพก่อนนะคะ ลองดูข้อแนะนำคร่าว ๆ ก่อนตัดสินใจค่ะ...

1.      แน่นอนค่ะ ประกันสุขภาพ คือเบี้ยประกันที่คุ้มครองสุขภาพ ไม่ใช่ สะสมทรัพย์ ดังนั้น
 จึงเป็นเบี้ยสูญเปล่า คิดง่าย ๆ ค่ะว่าเหมือนประกันรถยนต์ ไม่มีเงินสะสม ยกเว้น ท่าน  
 จะซื้อประกันสุขภาพแบบแนบประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ด้วยจึงจะมีเงินคืนให้แต่จะ 
 คืนให้เฉพาะเบี้ยหลักสะสมทรัพย์เท่านั้นนะคะ

เคยเจอลูกค้าบางท่านบ่นว่า ไม่คุ้มเลยที่ซื้อประกันสุขภาพ แน่นอนค่ะ  ไม่คุ้มหรอกคะถ้าปีนั้นไม่มีเคลม แต่ถ้ามีเคลมนอน ร.พ. คืนเดียวค่ารักษามากกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายอีกค่ะ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่า ระบบประกันสุขภาพ มึขึ้นเพื่อรองรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยกระทันหัน อย่างน้อยก็มีคนช่วยจ่ายค่ารักษาให้แบ่งเบาภาระจากรายจ่ายที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นประกันสุขภาพจึงควรมีสำหรับทุก ๆ คนค่ะ

2.      ถ้าท่านยังไม่มีประกันสุขภาพท่านควรรีบมองหาบริษัท ฯ หรือ ตัวแทน ทำโดยด่วน
เลยนะคะ เพราะด้วยความสำคัญของประกันสุขภาพดังกล่าวข้างต้นควรมีไว้ทุกคน อย่างน้อยควรจะมีกันคนละ 1 กรมธรรม์ ถ้าไม่มีกำลังซื้อมากก็เริ่มต้นด้วยการซื้อแผนแบบประหยัดก็ได้ค่ะมีหลายบริษัทฯ ที่เบี้ยประกันถูก ๆ ให้เลือกค่ะ

3.      ท่านทราบหรือเปล่าค่ะว่าการซื้อประกันสุขภาพ เราต้องซื้อในขณะที่สุขภาพสมบูรณ์
แข็งแรง นะคะ เพราะถ้าหากมีประวัติการรักษาโรคมาก่อน บางกรณีก็จะไม่คุ้มครองโรค
ที่เกิดก่อนการทำประกันค่ะ ดังนั้นซื้อตอนเราสุขภาพดี ยังไม่เป็นอะไรเลย ดีที่สุดค่ะ

4.      เลือกบริษัท ฯ ที่ใช่ และเลือกตัวแทนที่ถูกใจค่ะ ข้อนี้สำคัญมากเลยนะคะเพราะการซื้อ
ประกันสุขภาพจำเป็นอย่างยิ่งค่ะควรซื้อผ่านตัวแทน เพราะประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อผ่าน Call Center  หรือ ผ่านธนาคารมักจะเจอปัญหาที่เวลาเกิดเหตุขึ้นไม่รู้จะติดต่อใคร กว่าจะติดต่อบริษัท ฯ ได้ ก็โอนไปหลายต่อ  แต่ถ้าเรามีตัวแทนก็สามารถสอบถามตัวแทนเราได้เลย ว่าลักษณะโรคแบบนี้เคลมได้หรือไม่ได้ ติดตามเรื่องการเคลมให้เรา มีผู้ช่วยเอาไว้ดีกว่านะคะ



5.   จัดสรรเงินให้ดี ควรแบ่งเงินที่เอามาซื้อประกันสุขภาพ ออกจาก เงินออม และเงินที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะเงินส่วนนี้ต้องทำใจนะคะว่าไม่ใช่เงินลงทุน แต่เป็นเงินคุ้มครองความเสี่ยงเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพค่ะ  ทำให้เป็นอัติโนมัติ คือ พอเงินเดือนออกก็ตัดเก็บเอาไว้เลยค่ะ เพราะเวลาถึงดิวจ่ายเบี้ยประกันประจำปี จะได้ไม่ต้องมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังไงค่ะ แบบนี้ ภาษาทางการเงินเรียกว่า จ่ายให้ตัวเองก่อน

6.   ข้อสุดท้าย ถ้าหากท่านที่มีประกันสุขภาพแล้ว ก็หมั่นทบทวนความคุ้มครองที่มีอยู่ด้วยนะคะ เพราะเนื่องจากค่าห้อง ค่ารักษาในร.พ. ปัจจุบัน มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งอาจจะไม่เพียงพอ หลักการซื้อที่ถูกต้อง ค่อย ๆ ทยอยซื้อค่าห้อง แบ่งจ่าย หลาย ๆ กรมธรรม์ เพราะเวลาเคลมลูกค้าได้ผลประโยชน์เยอะกว่าซื้อกรมธรรม์เดียว 

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการเลือกซื้อประกันสุขภาพค่ะ...



วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ซื้อประกันชีวิตแล้วส่งต่อไม่ไหว ไปไม่รอด ทำยังไงดี ?

คุณ หรือ คนรู้จักของคุณเคยมีใครประสบปัญหาเหล่านี้ไหมค่ะ ???
จากประสบการณ์ การทำงานที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ ที่ไม่ไปไม่รอด มักจะมีปัญหาทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปนิสัยส่วนตัวเกี่ยวกับการใช้เงิน   เช่นว่า ใช้เงินก่อนเก็บ เก็บเงินไม่อยู่ ใช้เงินเกินงบ มีหนี้สิน
อีรุงตุงนัง หรือ อีกหลาย ๆ ปัญหา ที่ล้วนเกิดจากความบกพร่องในการบริหารเงิน  รวมทั้งเรื่องปัญหาทางธุรกิจ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบการเก็บเงินระยะยาวของผู้ออมทั้งสิ้น

วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ มาบอกค่ะ เผื่อจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้ผู้ที่ประสบปัญหามีทางออก :-
1.   การขยายระยะเวลากรมธรรม์  -  หมายถึง กรมธรรม์ที่หยุดชำระเบี้ย แต่ยังได้รับความคุ้มครองทุนประกันชีวิตเท่าเดิม หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้เอาประกันตามระยะเวลาที่กรมธรรม์ฉบับนั้น ๆ ได้ขยายออกไป แม้ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันแล้วก็ตาม แต่ถ้ากรมธรรม์เป็นแบบสะสมทรัพย์บางแบบก็จะได้รับเงินคืนตอนครบกำหนดสัญญาด้วยค่ะ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ลูกค้าส่ง)

2.   การใช้เงินสำเร็จ หมายถึง กรมธรรม์ที่หยุดชำระเบี้ย แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองทุนประกันชีวิต แต่ทุนประกันจะลดลงค่ะ  ถ้าเป็นกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์บางแบบ อาจยังคงมีเงินคืนตามเงื่อนไข ระหว่างทางได้ แต่ตามเปอร์เซ็นต์ของทุนประกันที่ลดลงนะค่ะ

3.   การกู้กรมธรรม์ หมายถึง ขอกู้กรมธรรม์ของตัวเองมาก่อน โดยไม่ต้องมีหลักฐานทางการเงินใด ๆ เพียงแต่มีกรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณเองที่มีผลบังคับ ก็สามารถกู้เงินมาใช้ก่อนได้   แต่ทั้งนี้การกู้เงินในกรมธรรม์จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ จำนวนปีในการส่ง , แบบประกัน,  ถ้าเป็นแบบสะสมทรัพย์ จะได้เงินมากกว่าแบบตลอดชีพ โดยส่วนใหญ่จะกู้ได้ประมาณ 70-80% ของมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ค่ะ

4.   การขอลดทุนประกัน หรือ การขอตัดอนุสัญญาบางตัว เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าชดเชยรายได้,ความคุ้มครองเพิ่มเติมเนื่องจากโรคร้ายแรง เป็นต้นค่ะ ก็ช่วยให้ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายลดลง แต่แบบนี้ ความคุ้มครองที่เราตัดออกก็ลดลง หรือ ไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนที่ยกเลิก แต่ยังคงมีสัญญาหลักของประกันชีวิตอยู่ค่ะ คือถ้าเราเป็นอะไรไป อย่างน้อยก็มีทุนประกันชีวิตให้กับคนข้างหลังค่ะ

5.   การขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ย โดยปกติการชำระเบี้ยประกันส่วนใหญ่จะเป็นแบบรายปี   แต่ถ้าไม่ไหว เราสามารถขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ย เป็น ราย 3 เดือน, ราย 6 เดือน หรือ รายเดือน ก็ได้ค่ะ

6.   การเวนคืนกรมธรรม์ หรือ ปิดกรมธรรม์ วิธีนี้ขอแนะนำว่าให้เป็นทางเลือกสุดท้ายนะคะ เพราะการเวนคืนกรมธรรม์ ส่วนมากแล้วจะได้เงินไม่คุ้มกับที่เราส่งไปหรอกค่ะ  ก็คือการปิดกรมธรรม์นั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็พอจะเป็นทางออกคร่าว ๆ ให้กับผู้ประสบปัญหาได้ไม่มากก็น้อยนะคะ แต่ยังไรก็แล้วแต่ ผู้เขียนแนะนำว่าอันดับแรก เราควรปรึกษาตัวแทนของเราดูค่ะว่า กรมธรรม์ของเรา เหมาะที่เลือกใช้ข้อไหนที่จะให้ผลประโยชน์เรามากที่สุดค่ะ ... ทุกปัญหามีทางออกนะคะ..

ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คน เก็บเงินได้ถึงฝั่งฝันนะค่ะ..โชคดีทุกคนคะ..

สิริน ชานุเดชอดิศร
16 กรกฏาคม 2554

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จะซื้อประกันชีวิตกับใครดีละ ??

จะซื้อประกันชีวิตกับใครดีละ ??

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหา ประกันชีวิต  
ก่อนที่จะเลือกซื้อกับใครลองถามใจตัวเองสักนิด... ลองตอบคำถามด้านล่างนี้ก่อนตัดสินใจนะคะ

จะทำกับบริษัท ฯ ไหนดี ??
ขอแนะนำเลยนะคะว่า ทุกบริษัท ฯ มีจุดเด่น จุดด้อย ต่างกันค่ะ ก่อนจะทำควรหาข้อมูลก่อนก็ดีนะคะ  เช่น... ความมั่นคงทางการเงิน..ภาพพจน์บริษัท ฯ ...การบริหารงาน...ความน่าเชื่อถือ..ผลประกอบการของบริษัท ฯ ...การเป็นที่ยอมรับ..ศักยภาพของบุคลากร เป็นต้นค่ะ

สินค้าที่นำเสนอ ตรงใจเราหรือเปล่า  ??
ข้อนี้เราต้องตอบคำถามตัวเองก่อน ว่าเราต้องการอะไรจากประกันชีวิต..ยกตัวอย่างเช่น
·       อยากทำเพื่อเป็นมรดกให้ลูก-หลาน (พินัยกรรมผ่อนส่ง)  แบบนี้ เหมาะสำหรับคนเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ หัวหน้าครอบครัว มีภาระมากต้องดูแลคนในครอบครัว หรือ จะพูดง่าย ๆ ก็คือ พวกที่เป็นหัวแรงหลักของครอบครัว
·       อยากทำเพื่อตัวเอง เป็นเงินเก็บยามเกษียณอายุ เพราะคนบางคน หาเงินมาชั่วชีวิต แต่ไม่มีเหลือ เพราะเก็บเงินไม่อยู่ ฝากธนาคารทีไรก็ต้องถอนมาใช้ทุกที
·       ต้องการเรื่องค่ารักษาพยาบาล ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ต้องเป็นภาระของคนข้างหลัง จริง ๆ แล้วแบบนี้เหมาะกับทุกคนแหละค่ะ  แต่อยู่ที่ว่าลูกค้าจะมองเห็นความสำคัญมากแค่ไหน เพราะบางคนคิดว่า เราสุขภาพแข็งแรง ไม่เห็นต้องทำเลย เสียเงินเปล่า !!  คุณทราบไหมค่ะว่า ประกันชีวิตเป็นสินค้าที่แม้คุณอยากซื้อ บางครั้งก็ไม่สามารถซื้อได้ เพราะนั่นหมายถึง ถ้าคุณสุขภาพไม่ดี หรือ เคยมีประวัตการเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อน บริษัท ฯ ประกันส่วนใหญ่ ก็จะไม่ค่อยรับ ถ้ารับอาจจะโดนเพิ่มเบี้ย หรือ ยกเว้นความคุ้มครอง เป็นต้น

จะทำกับตัวแทนคนไหนดีนะ ??
ข้อนี้สำคัญมากค่ะ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของการทำประกันชีวิตเกิดขึ้นที่ ตัวแทน บางครั้งบริษัท ฯ น่าเชื่อถือ สินค้าก็โดนใจ แต่ตัวแทนกลับไม่บริการ ไม่ให้คำปรึกษายามที่เกิดปัญหา  โดยเฉพาะซื้อ  ประกันสุขภาพ  จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีตัวแทนดูแลบริการ เพราะบางครั้ง บางโรค ก็ต้องมีคำแนะนำให้ลูกค้าในการเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล
ตลอดจนถึงการทำเรื่องเคลมประกันต่าง ๆ ด้วยค่ะ  หรือแม้กระทั่งการซื้อแค่เงินออม คุณลูกค้าอาจเห็นว่าไม่สำคัญในการมีตัวแทน เดี๋ยวนี้ ซื้อกับธนาคารที่ไหนก็ได้ มีทุกที่
แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ  เพราะบางครั้ง สำหรับลูกค้าบางท่านก็ไม่สามารถออมเงินได้จนถึงฝั่งฝัน บางครั้งก็ต้องสะดุด มีปัญหาทางการเงินบ้าง  ถ้าเราได้ตัวแทนมืออาชีพ ก็สามารถจะแนะนำเราได้ว่า เราควรจะปรับปรุงกรมธรรม์อย่างไร เช่น ขอเวนคืน การใช้เงินสำเร็จ การขยายเวลา การปรับเปลี่ยนงวดการชำระ การลดทุน หรือ การขอกู้กรมธรรม์   เป็นต้น ค่ะ

แต่ขอเสริมอีกนิดนะคะ บางครั้งการเลือกตัวแทนก็ตัดสินใจยากเหมือนกัน ใช่ว่าบางครั้งเราทำกับคนที่รู้จักจะไม่มีปัญหา  อันนี้ก็คงจะต้องใช้ สัมผัสที่หก ของแต่ละคน ว่าตัวแทนที่เราเลือก จะใช่ ตัวแทนในดวงใจ ของเราหรือไม่ ...