วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สายน้ำไม่ไหลกลับ


11    พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนเลยนะคะ ว่าข้าพเจ้า ไม่ได้เป็นนักเขียน หรือ นักวิชาการใด ๆ เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง  ที่มีอาชีพเป็นนักขาย แต่หลายวันมานี้ รู้สึกเลยว่าตัวเอง หมดเรี่ยว หมดแรงที่จะออกไปหาลูกค้า หรือ ไปทำหน้าที่เยี่ยงนักขายทีดีพีงทำ

อาจเป็นเพราะว่า ณ เวลานี้ บ้านเมืองเรา ผู้คนส่วนใหญ่ประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ผู้คนส่วนใหญ่หมดแรง เสียขวัญและกำลังใจ รวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วย...

มันอาจจะเป็นข้ออ้างของตัวเอง ที่ละเลยหน้าที่ หรือ จะเป็นเพราะจิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับโชคชะตา หรือปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้..

แต่แล้วจู่ ๆ ..ของวันเวลาที่เงียบสงบ ณ บ่ายวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนอะไรบางอย่างที่มันอยู่ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก แต่ ข้าพเจ้าจะขอเรียกว่า นิทานปรัมปรา ก็แล้วกัน
เลยอยากเขียนออกมา เพื่อเล่าสู่กันฟัง เพราะครั้งหนึ่งในวัยเด็ก เชื่อว่า หลายคนคงเคยฟังนิทานจากคนเฒ่า 
คนแก่  ที่มีกุศโลบาย ไว้สอนเด็ก ๆ ....

ถ้าวันนี้... ท่านกำลังเครียด หรือ ว้าเหว่ หรือ สิ้นหวัง หรือ สับสน  หรือ รู้สึกอะไรก็แล้วแต่ 
หากต้องการกำลังใจ ...อยากเรียกพลังที่เข้มแข็งกลับคืนมา..หรือ อยากทวงคืนสันติสุข 
กลับคืนมาสู่ชีวิตอีกครั้ง ลองอ่าน นิทานเรื่องนี้ดู อาจเป็นความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อย่างน้อยอาจช่วยให้
ข้อคิด หรือ ให้ความสุขเล็ก ๆ ที่ได้แบ่งปันกัน ไม่มากก็น้อย

นิทานปรัมปรา เรื่องนี้มีชื่อว่า  สายน้ำไม่ไหลกลับ...





สายน้ำไม่ไหลกลับ


ณ กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข และมีพระราชาผู้ทรงมีทศพิธราชธรรม ประชาชนอยู่กันอย่างสันติสุข

วันเวลาผ่านไปอยู่หลายสิบปี แต่แล้ว ณ วันเวลาหนึ่ง ก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นอย่างร้ายแรง  ทำให้ผู้คน พลเมือง ต่างเดือดร้อน กันทั่วหน้า บ้างก็ล้มหาย ตายจาก บ้างก็สูญเสียผู้ที่เป็นที่รัก บ้างก็สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หัวเมืองหลายหัวเมือง ต่างแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่า หลายฝัก หลายฝ่าย ข้าราชการทุตจริต ผู้คนเห็นแก่ตัว เกิดอาชญากรรม

ข้าวยาก หมากแพง มีการปล้นสดมภ์ และ เกิดโรคร้าย ทั้งสัตว์มีพิษ และเป็นอันตรายเข้ามาคุกคาม ผู้คนต่างเสียขวัญ และ กำลังใจ อยู่กันอย่างหวาดกลัว และ หมดแล้วซึ่งสันติสุข...

ซึ่งภัยพิบัติครั้งนี้ เกิดจาก มหาอุทกภัย ครั้งใหญ่ในรอบหลายร้อยปี ของมวลมนุษยชาติ   มีผู้เฒ่า ผู้แก่บอกว่า พระแม่คงคา ท่านพิโรธ  เพราะมนุษย์ เริ่มเบียดเบียนธรรมชาติมากขึ้น มนุษย์ ขาดไร้ซึ่งศีลธรรม  ถึงเวลาที่พระองค์จะต้องทรงให้บทเรียนแก่เหล่ามนุษย์ทั้งหลาย...


ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองนี้   ปรากฏมี.. หญิงสาวนางหนึ่ง นั่งร้องไห้คร่ำครวญใต้ต้นไม้ใหญ่ ชื่อต้น ราชพฤกษ์ ทุกวันหลังจากนางได้ทำภารกิจเสร็จแล้ว นางก็จะมานั่งร้องไห้ที่ใต้ต้นไม้แห่งนี้ และคร่ำครวญ ต่อเหล่าเทพเทวา ทั้งหลาย ว่าเหตุใดถึงได้ทรงใจร้าย ไม่ช่วยผู้คน ทำร้าย ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนี้นางไม่เหลือใครแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง

ก็คิดตั้งใจอธิษฐานว่า หากข้าพเจ้าเคยมีบุญบารมี จากการได้เคยบำเพ็ญมาตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบัน  หากไม่เกิดวิสัยที่พระองค์จะเมตตาสงเคราะห์ และบุญของข้าพเจ้าพอมีบ้าง 

ข้าพเจ้ามิได้ขอให้ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมา เพียงแต่...อยากที่จะขอ.... พละกำลังกายและใจ  พร้อมสติปัญญา กลับคืนมา เพื่อให้ข้าฯ ได้ล่วงรู้ความลับ ที่จะช่วย ผู้คน พลเมือง และ ตัวเองได้...

และ..ทันใดนั้นเอง..ก็มีแสงสว่างพวยพุ่งมาจากต้นราชพฤกษ์..ปรากฏเป็นเทวดารูปงาม องค์หนึ่งปรากฏกายต่อหน้า..และกล่าวบอกนางว่า..

เทวดาพูด :

น้องหญิง ข้าพเจ้าทราบแล้ว เรื่องที่เจ้าร้องขอ แต่ข้าพเจ้า เป็นเพียงรุกขเทวดา ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจพอที่จะ
ต่อรอง กับพระแม่คงคา.. แต่ข้า สามารถ พาเจ้าไปหาพระแม่คงคาได้..
หลังจากนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว  ที่จะเจรจากับพระแม่เอง

หญิงสาวพูด :

แล้วท่านจะพาข้าฯ ไปได้อย่างไรกันเล่า เจ้าค่ะ

เทวดาพูด :

หลับดาซิ แล้วข้าฯ จะพาไป


หลังจากลืมตาขึ้น ก็ต้องตกใจ !!เพราะไม่เคยเห็นสถานที่ แห่งนี้มาก่อน ซึ่งมันช่าง สวยวิจิตรพิสดาร สงบ และ ร่มเย็น อย่างบอกไม่ถูก แล้ว นางก็ต้องสะดุ้งอีกครั้ง ! เมื่อมีเสียงเรียกจาก หญิงงามนางหนึ่ง บอกว่า ..นั่งรออยู่ตรงนี้ พระแม่จะเสด็จมาแล้ว ! เจ้ามีสิ่งใดที่จะกราบทูลพระองค์ ก็รีบว่ามา พระแม่ทรงมีเวลาให้เจ้าได้ไม่นาน...

และแล้ว หญิงสาวก็เริ่มสนทนา :-

กราบบังคมพระแม่ เจ้าค่ะ (เนื่องจากเป็นสาวชาวบ้าน ก็ไม่รู้จะพูดคำราชาศัพท์เช่นไร ก็พูดไปตามที่นึกได้)

เจ้ามีสิ่งใดที่จะพูดกับเรารึ..จงรีบว่าไป...

ข้าพเจ้าขอประทานโทษ ที่บังอาจมารบกวนพระองค์ แต่ข้าพเจ้าใคร่ขอความเมตตาจากท่านได้โปรด ลดโทษ และอภัยให้พวกเราเหล่ามนุษย์ที่โง่ เขลาเบาปัญญาด้วยเถิด ตอนนี้บ้านเมืองของข้า ฯ ได้ถูกเหล่าบริวารของท่านรุกรานอย่างหนัก เจ้าค่ะ..

พระแม่ก็หัวเราะ แล้วเปร่งพระสุรเสียงอันดัง แล้วพูดว่า

: ใครกันแน่ ที่รุกราน    ??   พวกเจ้าต่างหากที่รุกราน เราก่อน  !! 
ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่พวกข้าฯ จะให้บทเรียนแก่เจ้า และ พวกพ้องของเจ้า..จะได้สำนึก ว่าสิ่งที่ทำกับธรรมชาติที่ผ่านมา ทำให้พวกข้า และ เหล่าสหายของข้าบอบช้ำแค่ไหน..


อันที่จริงแล้ว ข้าไม่ได้รุกรานเจ้าเลย ข้าไปตามวิถีของข้าต่างหากเล่า โดยธรรมชาติของน้ำย่อมไหลจากที่สูง ไปสู่ที่ต่ำ และ จะไม่มีวันไหลย้อนกลับ !!
พวกเจ้าต่างหาก ที่โง่ เขลา เบาปัญญา ! ไม่รู้จักวิถีธรรมชาติ    แล้วก็มากล่าวหาว่าข้าทำร้ายพวกเจ้า

และ พวกข้าพเจ้าต้องทำเยี่ยงไร เจ้าค่ะ ถึงจะผ่านพ้นวิถีธรรมชาติครั้งนี้ได้

เอาหล่ะ ข้าไม่มีเวลา จะคุยต่อรองกับเจ้ามากนัก แต่ด้วยเพราะพระบารมีของเจ้าเมืองเจ้า
ที่พระองค์ ไม่ทรงจะต่อสู้เพียงลำพังพระองค์เดียวได้ ต้องอาศัย เหล่าสหชาติ ที่เคยเป็นข้ารองพระบาทที่เคยเกื้อกูลกันมาแต่อดีตชาติ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงคุ้มครองบ้านเมืองอยู่   จะช่วยพวกเจ้าพ้นภัย แต่มีข้อแม้ว่า พวกเจ้าต้องทำให้ได้ ดังที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้

โดยธรรมชาติของข้า(น้ำ) ข้ากำลังทำหน้าที่ของข้าในการเดินทางเพื่อจะไปสู่ปลายทางอันมีอ่าวไทยเป็นที่ตั้ง ขอเจ้าลดละ ความเห็นแก่ตัว เปิดทางให้ข้าและเหล่าบริวารของข้า เดินทางให้สะดวก และเร็วขึ้น   ข้าเดินทางของข้าอย่างนี้ มาเป็นพันปี พวกเจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่ !!

ที่พวกเจ้าทั้งหลายคิดว่า เจ้าจะกันเมืองหลวง เมืองที่เป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ ไว้เพียงเผื่อ ไม่ให้รายได้และเศรษฐกิจในเมืองหลวงเสียหาย  แต่ พวกเจ้าโง่เขลา เพระาะ พวกเจ้าคำนึงถึงแต่วัตถุ ไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชนทั้งประเทศ !!

ข้าอยากให้บทเรียนแก่พวกเจ้า จะได้รู้ว่า อันที่จริงแล้วประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวง หรือ นอกเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือคนรวย ก็เป็นคนเหมือนกัน การที่พวกเจ้าฝืนธรรมชาติทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน พวกเจ้าจะทะเลาะกันเอง เพราะแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย ข้างนี้ โดนน้ำ ข้างนี้ไม่โดนน้ำ จะไม่รู้จักการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข  

แทนที่พวกเจ้าจะคำนึงถึงสุขภาพจิตใจของพลเมือง พวกเจ้ากลับให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงิน เรื่องทอง ปล่อยปละละเลย นักการเมือง เห็นแต่พวกพ้อง   และประโยชน์ส่วนตน   ข้าราชการขาดความซื่อสัตย์สุจริต

พวกเจ้าต่างหาก ที่สร้างความแตกแยกกันเอง เกิดการรบร่า ฆ่า ฟัน แก่งแย่ง ชิงดี ห้ำหั่น เชือดเฉือน แตกแยกความสามัคคี ศัตรูที่ไหนก็สามารถเอาชนะพวกเจ้าได้ และจะทำลาย ล้าง พวกเจ้าได้ในที่สุด..

:  อืม..เป็นอย่างนี้ นี่เอง .. และ ข้าพเจ้า จะทำการณ์ใด ได้เล่า ในเมื่อข้าฯ เป็นเพียงสาวชาวป่า ชาวไร่ ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง หรือ เป็นนักวิชาการใด ๆ แล้วใครเล่าจะเชื่อข้าฯ และจะมีผู้ใดสามารถส่งสาส์นนี้ ไปสู่ผู้คน พลเมือง หรือ ผู้มีอิทธิพลได้เล่าเจ้าค่ะ..

อันนี้ก็แล้วแต่ ชะตากรรมของสูเจ้า..ว่าเจ้า จะได้พบ คนดี มีศีล มีธรรม มีอำนาจ วาสนา บารมี พอที่จะนำพาพวกเจ้าพ้นภัยในครั้งนี้ได้หรือไม่ ??

: พระแม่เจ้าค่ะ...  ลูกขอกราบขอบพระทัยพระแม่คงคา ที่ได้โปรดเมตตาสงเคราะห์ บอกทางสว่างให้แก่ลูก  ลูกจะนำความไปบอกชาวเมืองของลูก ...และ ก่อนที่จะกราบลา ลูกไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนพระองค์มากกว่า

การขออารธนาบารมีขององค์สมเด็จพระศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และด้วยอำนาจผลบุญทีข้าพเจ้าได้เคยทำมา นับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน จะมีอานิสงค์เพียงใด ข้าพเจ้าขอแผ่กุศลผลบุญนี้ให้แก่พระแม่คงคาง และ บริวาร ทั้งหลาย ด้วยเทอญ..

และ นางก็ก้มลงกราบแทบพระบาทพระแม่..แต่พอเงยหน้าขึ้นมา ทุกอย่างก็อันตรธาน หายไป !!


หลังจากนั้น นางดีใจจนสุดซึ้ง เหมือนกับว่า ได้ชีวิตใหม่ !! ได้สติ ได้ปัญญา ได้ทรัพย์ที่หาค่าประมาณมิได้ นั่นคือ อริยทรัพย์..นั่นเอง..

นางได้ตั้งใจว่า จะนำความเหล่านี้ไปบอกชาวประชา แต่กลัวว่าจะลืม ก็เลยลงมือเขียนบัทึกไว้ในใบลาน
ได้ความว่า  ดังนี้

วิธีการรับมือกับ มหาอุทกภัย



  1. สาส์นจากพระแม่ ต้องการสื่อให้ พวกเราเข้าใจกฏของธรรมชาติ
     กฏของน้ำก็คือ ไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ และ สายน้ำจะไม่ไหลกลับ
     แนะนำ คือ เปิดประตูน้ำทุกทางให้ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านตามธรรมชาติ อย่าฝืน!!

  1. ให้ผู้คน รู้รักสามัคคี เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข และก้าวไปพร้อมกัน อย่าแบ่งแยก คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก  หันหน้าเข้าหากัน
          แนะนำ ให้ผู้นำชุมชน ทั้งหลาย หันหน้าเข้าหากัน และ จับมือกัน พร้อมจะเดินเคียง                   
          ข้างกันเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

  1. ให้ผู้คนรู้จักการช่วยเหลือตัวเอง และแบ่งปันให้ผู้อื่น ถ้าจะต้องรับมือกับภัยครั้งนี้
      แนะนำ ตั้งผู้นำแต่ละชุมชน ช่วยเหลือกันเองในชุมชนก่อน เตรียมพร้อมรับ
     สถานการณ์ และ เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น แทนที่   
     จะช่วยบ้านละหลัง กลับช่วยได้บ้านละหลายหลัง เพราะชุมชนแข็มแข็ง และรวมเป็น  
     หนึ่งเดียว

  1. ส่งเสริมให้คนมีศีลธรรม มากขึ้น เพราะจะช่วยลดปัญหาขโมย และ อาชญากรรมได้มาก

  1. ตั้งกฏ กติกา ทีมีเอกภาพ และ ยึดหลักธรรมาภิบาล ฝ่าฝืนมีโทษร้ายแรง ! ไม่มียกโทษ ไม่มียกเว้น !!

  1. เข้าใจความทุกข์ยากของประชาชน ความทุกข์ของคนที่โดนน้ำท่วม คือ ความสูญเสีย                  ส่วนความทุกข์ของคนที่ยังไม่โดนน้ำท่วม คือ การรอคอยที่ทรมาน..

เพราะฉะนั้นอย่าท่วงเวลาอีกเลย ...ปล่อยน้ำให้เดินทาง ถ้าเค้าถึงจุดหมายเร็ว ...เราก็เสียหายน้อย แต่ถ้าเราคิดว่า...ปล่อยให้น้ำเข้ามาและเสียหายเศรษฐกิจหลักของประเทศ

พวกท่านคิดผิด !! เพราะถ้าประเมินความเสียหายแล้ว เข้ามาครั้งเดียว ยอมเสียหาย แล้วจบ ในเวลาอันรวดเร็วแล้วเริ่มต้นใหม่ ย่อมดีกว่าค่อย ๆ ยื้อ  ปล่อยให้เสียหายน้อย ๆ แต่ระยะยาว ค่าความเสียหายมัน 
มากว่ามหาศาล  !!

เปรียบเสมือนคนไข้ที่ป่วยหนัก ที่ไม่ยอมผ่าตัด เพราะกลัวความเจ็บปวดอย่างที่สุด แต่ถ้ายอมรับความเจ็บปวด ผ่าตัดครั้งเดียว แล้วหาย ย่อมดีกว่าทนทุกข์ทรมานกับโรคที่ค่อย ๆ เจ็บ..และรุมเร้าเราชั่วชีวิต..





จบบริบูรณ์







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น